
Time Out กรุงเทพฯ
เอดิชันภาษาไทยของมีเดียแพลตฟอร์มระดับโลกที่อัปเดตไลฟ์สไตล์คนเมืองมาตั้งแต่ปี 1968
อัปเดตข่าวล่าสุดจาก Time Out กรุงเทพฯ

ความสำเร็จอีกระดับที่วัดค่าได้มากกว่าแค่ตัวเลขอันดับบนชาร์ต แต่เป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่าคอนเทนต์ไทยสามารถดึงความสนใจจากผู้ชมภายนอกประเทศได้อย่างแท้จริง ‘The Evil Lawyer’ (ทนายปีศาจ) ซีรีส์ทริลเลอร์กฎหมายสัญชาติไทย ที่กำลังมาแรงที่สุด ณ ตอนนี้
ข้อมูลจาก FlixPatrol แพลตฟอร์มเก็บสถิติสตรีมมิ่งระบุว่า ซีรีส์เรื่องนี้ทะยานขึ้นไปติดอันดับ Top 10 ของ Netflix ใน 34 ประเทศทั่วโลก และครองอันดับ 1 ในประเทศไทยอย่างเหนียวแน่น ยิ่งไปกว่านั้น ยักษ์ใหญ่ฝั่งสื่ออังกฤษอย่าง The Guardian ยังให้คะแนนรีวิวถึง 3 ดาว พร้อมนิยามตัวซีรีส์ไว้ว่าเป็นงานที่
‘น่าติดตาม หักมุม และเต็มไปด้วยพลังการแสดงที่ขับเคี่ยวอารมณ์อย่างล้นเหลือ’
นี่อาจดูเหมือนบทวิจารณ์ทั่วไป แต่มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยสำหรับอุตสาหกรรมบันเทิงบ้านเรา เพราะไม่บ่อยนักที่ซีรีส์ไทยจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากหนังสือพิมพ์ระดับแถวหน้าของอังกฤษ และเมื่อมันเกิดขึ้น นั่นแปลว่าแรงกระเพื่อมบางอย่างในอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขสถิติเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดผู้ชมทั่วโลกถึงยอมกดรีโมตเข้ามาดูซีรีส์เรื่องนี้
The Evil Lawyer (ทนายปีศาจ) เล่าเรื่องราวของ เมฆ (นำแสดงโดย ณัฏฐ์ กิจจริต) ทนายความหนุ่มผู้มีอุดมการณ์อันแรงกล้าที่ถูกปรักปรำในคดีฆาตกรรมลูกชายผู้บัญชาการตำรวจ เมื่อระบบยุติธรรมที่เขาเคยเชื่อมั่นพังทลายลง ทางรอดเดียวของเขาจึงตกอยู่ในมือของ จิตตรี (นำแสดงโดย รฐา โพธิ์งาม) ทนายความฝั่งจำเลยผู้มีพรสวรรค์ในการมองหาช่องโหว่ทางกฎหมายที่ทนายคนอื่นไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้อง จนได้รับฉายาว่า ‘ทนายปีศาจ’ เธอตกลงรับทำคดีให้เขา แต่มีเงื่อนไขเดียวเท่านั้นคือ เมฆต้องมาทำงานภายใต้โอวาทของเธอ
Photograph: Netflix ThailandThe Evil Lawyer
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ใช่เกมการต่อสู้ในศาลคดีเดียวที่ถูกลากยาวไปจนจบ 8 ตอน ซึ่งเป็นกับดักที่ซีรีส์แนวกฎหมายส่วนใหญ่ชอบตกลงไป แต่ Netflix ได้วางหมากให้ซีรีส์เรื่องนี้เป็นดราม่ากฎหมายสเกลใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยสร้างมา โครงสร้างของเรื่องจึงร้อยเรียงคดีความที่เกี่ยวพันกันหลายคดี ซึ่งแต่ละคดีจะค่อยๆ กะเทาะเปลือกและเปลือยความฟอนเฟะของระบบยุติธรรมไทย ตั้งแต่การแทรกแซงทางการเมือง ไปจนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ไม่ค่อยมีใครกล้าหยิบยกมาฉาย
ผู้กำกับ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ที่เพิ่งฝากผลงานฮิตบน Netflix ไปเมื่อปีก่อนหน้านี้อย่าง Mad Unicorn (สงครามส่งด่วน) ใช้เวลาร่วมกับทีมเขียนบทนานหลายปีในการพัฒนาโปรเจกต์นี้ พวกเขาเข้าไปนั่งฟังการพิจารณาคดีในชั้นศาลจริงๆ พร้อมทั้งดึงตัวททนายความ, ผู้พิพากษา, อัยการ และเจ้าหน้าที่จากองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) มาร่วมตรวจสอบความถูกต้องของบทอย่างละเอียดก่อนจะเริ่มถ่ายทำจริง ซึ่งความพิถีพิถันนั้นฉายชัดออกมาในผลงานอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งตัวอย่างซีรีส์ก็มียอดเข้าชมทะลุ 90,000 ครั้งบนยูทูบ ของ Netflix ภายในเวลาเพียง 4 วัน
Photograph: Netflix ThailandThe Evil Lawyer
กระแสตอบรับในหมู่นักวิจารณ์ค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ในช่วงเวลาที่เขียนบทความนี้ ซีรีส์สามารถคว้าคะแนนเต็ม 100% จากฝั่งนักวิจารณ์บนเว็บไซต์ Rotten Tomatoes มาครองได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้ยากมากสำหรับซีรีส์โทรทัศน์ทั่วไป ยิ่งเป็นซีรีส์แนวกฎหมายจากประเทศไทยที่เพิ่งเปิดตัว ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง
ตัวผู้กำกับเองเคยกล่าวถึงเป้าหมายของเขาในโปรเจกต์นี้อย่างตรงไปตรงมา เมื่อถูกตั้งคำถามว่า ความเฉพาะเจาะจงของบริบทในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมทางกฎหมายของไทย ปัญหาคอร์รัปชัน หรือความตึงเครียดระหว่างชนชั้น จะกลายเป็นกำแพงที่ทำให้ผู้ชมต่างประเทศเข้าถึงยากหรือไม่?
เขายกตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง ‘Parasite’ เป็นโมเดลอ้างอิง โดยชี้ให้เห็นว่าครั้งหนึ่ง ซีรีส์และภาพยนตร์เกาหลีก็เคยเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับผู้ชมทั่วโลกไม่ต่างจากคอนเทนต์ไทยในปัจจุบัน แต่ความคุ้นเคยเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นทีละน้อย ผ่านการเล่าเรื่องที่แข็งแรงและซื่อสัตย์ต่อรากเหง้าของตัวเอง และเขาเชื่อมั่นว่าสิ่งเดียวกันนี้กำลังจะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมบันเทิงไทย
Photograph: Netflix ThailandThe Evil Lawyer
นอกจากมิติทางศิลปะแล้ว หากมองลงไปที่เบื้องหลังในแง่ธุรกิจที่ไม่ได้โรแมนติกเท่า ความจริงที่ต้องยอมรับคือ ทนายปีศาจไม่ได้เติบโตขึ้นมาจากความว่างเปล่า ซีรีส์เรื่องนี้ถูกพัฒนาผ่านโครงการ Content Lab ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงโปรเจกต์ท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูงเข้ากับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลกตั้งแต่ยังอยู่ในขั้นตอนนำเสนอ มีรายงานว่า Netflix ได้ลงทุนในคอนเทนต์ไทยไปราว 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงระหว่างปี 2021 ถึง 2024 ซึ่งสามารถสร้างยอดการรับชมจากทั่วโลกได้ถึง 750 ล้านชั่วโมง และ ทนายปีศาจนี้เอง คือหนึ่งในดอกผลที่ชัดเจนที่สุดจากการผลักดันในครั้งนี้
Photograph: Netflix ThailandThe Evil Lawyer
แต่ไหนแต่ไรมา ซีรีส์แนวกฎหมายและการขึ้นศาล เป็นแนวที่ขายยากมากในตลาดประเทศไทย เนื่องจากที่เรารู้กันดีว่าผู้ชมในประเทศมักจะชื่นชอบแนวโรแมนติก คอมเมดี้ หรือหนีงแนวสยองขวัญมากกว่า แต่ขณะเดียวกัน ซีรีส์ประเภทนี้ยังต้องการความแม่นยำในแง่ของกระบวนการทางกฎหมายอย่างสูง ซึ่งต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่แพงเพื่อให้ได้ความสมจริง และพร้อมจะพังลงได้ง่ายมากหากก้าวพลาด
ไก่-ณฐพล ได้นิยามโปรเจกต์นี้ว่าเป็นการทดลองครั้งสำคัญ มันคือบททดสอบว่าผู้ชมชาวไทยจะยอมร่วมเดินทางไปกับเรื่องราวที่ปฏิเสธการตัดสินความดีงามแบบขาวดำง่ายๆ ได้ไกลแค่ไหน และสัญญาณแรกเริ่มในตอนนี้กำลังบ่งชี้ว่า การทดลองครั้งนี้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า และมันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในบ้านเราเท่านั้น

Things to do
เทศกาลหนังสือ Books & Beers กลับมาอีกครั้ง ชวนเพิ่มกองดองพร้อมจิบเครื่องดื่มแก้วโปรด 26 มิ.ย. - 5 ก.ค. นี้
สำหรับใครที่มองหากิจกรรมช่วงปลายเดือน ‘Books & Beers’ หรือ เทศกาลอ่านและดื่มอย่างรื่นรมย์ น่าจะเป็นอีกหนึ่งงานที่ไม่ควรพลาด ครั้งนี้กลับมาอีกครั้งภายใต้คอนเซปต์ ‘Drink Hard, Read Harder’ ชวนทุกคนมาใช้เวลาร่วมกับหนังสือ เครื่องดื่ม และบทสนทนาดีๆ ตลอด 10 วันเต็ม
ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลายที่ออกแบบมาเพื่อเอาใจทั้งนักอ่านตัวยงและนักอ่านที่อยากเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Book Talk วงเสวนาชวนให้มองหนังสือผ่านมุมมองที่แตกต่าง พบปะนักเขียน นักแปล และคนทำงานในแวดวงหนังสือ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับหนังสือ นอกจากนี้ยังมีเสียงดนตรีคลอๆ และเครื่องดื่มมีฟองที่ช่วยเติมเต็มบรรยากาศให้ดียิ่งขึ้น
Photograph: Books & BeersBangkok
และไฮไลต์สำคัญคือโซนร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ที่ขนหนังสือหลากหลายประเภทมารวมไว้ในที่เดียว ตั้งแต่วรรณกรรมไทย วรรณกรรมแปล ไปจนถึงไลท์โนเวลและนิยายวาย พร้อมโพรโมชันพิเศษที่ทำให้งานนี้กลายเป็นสวรรค์ของคนรักการอ่านอย่างแท้จริง
นอกเหนือจากเรื่องหนังสือแล้ว งานยังมีพื้นที่สำหรับกิจกรรมเวิร์กช็อป และตลาดงานคราฟต์ที่รวบรวมงานทำมือและผลงานสร้างสรรค์จากผู้ผลิตอิสระมาให้เดินเลือกชมกันอย่างเพลิดเพลินอีกด้วย
และปีนี้ยังเพิ่มกิจกรรมใหม่อย่าง ‘Books & Beers Club’ ที่ชวนคนรักหนังสือมานั่งอ่านและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแบบเป็นกันเอง เปลี่ยนการอ่านที่มักเป็นกิจกรรมเดี่ยวให้กลายเป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยน โดยในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม เวลา 15.00-17.00 น. จะมีการเปิดวงพูดคุยร่วมกับเหล่า booktoker และคอนเทนต์ครีเอเตอร์สายหนังสืออย่าง ‘แป้ง paengggg’, ‘น้องรอจอ thewinterburrow’ และ ‘เตยยี่ nohomebut’ ที่จะมาร่วมแชร์ประสบการณ์การอ่านและหนังสือเล่มโปรดไปพร้อมๆ กัน
ที่ ตึกสิงห์ คอมเพล็กซ์ วันที่ 26 มิ.ย. - 5 ก.ค. เวลา 11.00-22.00 น. สามารถเดินทางโดยรถไฟฟ้า MRT ลงสถานีเพชรบุรี (ทางออก 2) เข้าฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

Things to do
ชวนหลบฝนเข้าป่ากลางเมืองไปกับงาน Lido Art Cult ตลาดอาร์ตประจำลิโด้ เดินช็อปงานคราฟต์ 10-12 ก.ค. นี้
สำหรับคนที่แวะเวียนมาสยามเป็นประจำ คงจะคุ้นเคยกับงาน ‘Lido Art Cult Market’ กันอยู่บ้าง เพราะนี่คือหนึ่งในอีเวนต์ประจำของ ‘Lido Connect’ ที่จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2566 เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เข้าถึงงานศิลปะง่ายขึ้น พร้อมสนับสนุนทั้งศิลปินหน้าใหม่และศิลปินที่อยู่ในวงการมาอย่างยาวนาน
แนวคิดของงานเกิดขึ้นจาก 2 เป้าหมายสำคัญ คือ การเพิ่มพื้นที่ศิลปะให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และการสร้างคอมมูนิตี้ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินและคนรักงานอาร์ตได้มาเชื่อมต่อกัน ผ่านนิทรรศการ ตลาดงานศิลปะ และกิจกรรมสร้างสรรค์รูปแบบต่างๆ
View this post on Instagram
A post shared by LIDO CONNECT (@lidoconnect)
จนล่าสุดอีเวนต์นี้เดินทางมาถึงครั้งที่ 20 แล้ว พร้อมชวนทุกคนเข้าสู่บรรยากาศป่าหน้าฝนในธีม ‘Craft to the jungle’ ซึ่งภายในงานรวบรวมสินค้าทำมือและผลงานสร้างสรรค์จากศิลปินในวงการอาร์ตมากกว่า 40 บูธ ไม่ว่าจะเป็นงานคราฟต์ ของตกแต่ง เครื่องประดับ หรือของแฮนด์เมดหลากหลายรูปแบบให้เราได้เลือกชมและเลือกซื้อกันอย่างจุใจ
นอกจากโซนตลาดแล้ว ยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกตลอดทั้งงาน เหมาะสำหรับทั้งคนที่ชอบของกุ๊กกิ๊กน่ารักๆ หรือคนที่อยากใช้เวลาช่วงวันหยุดเดินเล่นชิลๆ ท่ามกลางบรรยากาศสร้างสรรค์ใจกลางเมือง
แล้วแวะมาเดินและช็อปงานอาร์ตในป่าแห่งนี้ไปด้วยกัน
ที่ Lido Connect ชั้น 1 วันที่ 10-12 กรกฎาคม เวลา 11.00-21.00 น. เข้าฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

Things to do
TCDC จัดงาน ‘Stationerycore’ นิทรรศการและตลาดนัดของคนคลั่งรักเครื่องเขียน เข้าชมฟรี 3 เดือนเต็ม
ใครอยากหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ หรืออยากไปเดินเล่นฮีลใจท่ามกลางกลิ่นอายของหมึกและกระดาษ ชวนเพื่อน ชวนแฟน ล็อกวันแล้วพกกระเป๋าผ้าไปช็อปกันได้เลย เพราะศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) เอาใจคนรักงานคราฟต์ด้วยการจัดโครงการ Creative & Design Showcase ในธีม ‘Stationerycore #คลั่งรักเครื่องเขียน’ ชวนทุกคนมาสำรวจโลกของเครื่องเขียนผ่านไอเดียและผลิตภัณฑ์สุดสร้างสรรค์จากฝีมือนักออกแบบไทย ณ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก ยิงยาวตั้งแต่ กรกฎาคม-ตุลาคมนี้
บอกเลยว่างานนี้จัดเต็มและคิดมาเพื่อคนรักเครื่องเขียนทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักจดบันทึก นักวาด สายสแครปบุ๊ก ไปจนถึงนักสะสม โดยไฮไลต์ในงานที่ห้ามพลาดมีเพียบ ไม่ว่าจะเป็น
โซนนิทรรศการ ที่จะพาทุกคนไปทำความรู้จักคอมมูนิตี้และแวดวงต่างๆ ของเหล่านักรักเครื่องเขียน
โซน Material Try-On พื้นที่ปล่อยใจปล่อยจอย ชวนให้ทุกคนมาลองเล่น ลองเขียน และสัมผัสเนื้อกระดาษ เส้น สี รวมถึงเท็กซ์เจอร์ที่แตกต่างกันผ่านประสบการณ์จริง
โซนรางวัลดีไซน์ระดับโลก พาไปส่องและเจาะลึกเบื้องหลังเครื่องเขียนที่ชนะรางวัลออกแบบจากหลากหลายประเทศ ทั้งในแง่ฟังก์ชัน นวัตกรรม และความสวยงาม
โซน Creative Weekend ตลาดนัดเครื่องเขียนละลายทรัพย์ แหล่งรวมแบรนด์ไทยดีไซน์เฉียบ ในวันที่ 4 - 5 กรกฎาคม 2569
Monthly Workshops กิจกรรมเวิร์กช็อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่จะหมุนเวียนมาให้ร่วมสนุกกันทุกเดือน (ติดตามรายละเอียดวิธีสมัครเร็วๆ นี้)
ที่ Creative Space ชั้น 5 TCDC กรุงเทพฯ อาคารไปรษณีย์กลางบางรัก (ไม่มีค่าเข้างาน) ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม - 18 ตุลาคม 2569 เวลา 10.30 - 19.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)

Sports and fitness
งานวิ่งใหญ่ส่งท้ายปี Amazing Thailand Marathon กลับมาอีกครั้ง 28-29 พ.ย. นี้ เตรียมออกตัวไปพร้อมกัน ที่ ท้องสนามหลวง
การวิ่งได้กลายมาเป็นเทรนด์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่ฮิตไปทั่วโลกอีกครั้ง โดยปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลดน้ำหนัก แต่กลายเป็นกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มความสดชื่น สร้างสังคมของคนรักสุขภาพ และยังช่วยเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันผ่านกิจกรรมที่ทำร่วมกัน
เหตุผลหลักที่ทำให้ ‘การวิ่ง’ กลับมาเป็นกระแสร้อนแรงในตอนนี้ ได้แก่ การสร้างคอมมูนิตี้นักวิ่ง (Run Clubs) ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก ทำให้การวิ่งไม่ใช่กิจกรรมเดี่ยวอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่พบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ระหว่างคนที่มีความสนใจเหมือนกัน
และหนึ่งในอีเวนต์ใหญ่ส่งท้ายปีที่สายวิ่งรอคอยก็คือ ‘Amazing Thailand Marathon Bangkok 2026’ ที่ปีนี้กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิม
Photograph: Amazing Thailand MarathonBangkok
การแข่งขันจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-29 พฤศจิกายน ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ โดยปีนี้ขยายเป็น 2 วันเต็ม เพื่อรองรับนักวิ่งและยกระดับประสบการณ์การแข่งขันให้ดียิ่งขึ้น วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน จะเป็นการแข่งขันระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร ส่วนวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน จะเป็นการแข่งขันระยะมาราธอน 42.195 กิโลเมตร มินิมาราธอน 10 กิโลเมตร และแฟมิลี่รัน 4.5 กิโลเมตร
ไฮไลต์สำคัญของงานคือเส้นทางวิ่งใจกลางกรุงเทพฯ ที่ปิดการจราจรแบบ 100% ตลอดการแข่งขัน นักวิ่งจะได้สัมผัสทั้งบรรยากาศของเมืองหลวงสมัยใหม่ที่รายล้อมด้วยตึกสูง และความงดงามของสถาปัตยกรรมและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ตลอดเส้นทางบนถนนราชดำเนิน
นอกจากจะเป็นหนึ่งในสนามวิ่งระดับโลกของประเทศไทยแล้ว เส้นทางของ Amazing Thailand Marathon Bangkok ยังขึ้นชื่อว่าเหมาะสำหรับการทำ Personal Best (PB) อีกด้วย เพราะเป็นเส้นทางที่ออกแบบมาเพื่อการวิ่งอย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด
ใครที่กำลังมองหาเป้าหมายใหม่ส่งท้ายปี หรืออยากสัมผัสประสบการณ์วิ่งผ่าเมืองครั้งยิ่งใหญ่ เตรียมตัวให้พร้อม
ท่ี ท้องสนามหลวง วันที่ 28-29 พฤศจิกายน เปิดรับสมัครวันที่ 1 กรกฎาคม เวลา 10.00 เป็นต้นไป ที่ AMAZING THAILAND MARATHON BANGKOK 2026

Theater
เวทีประกวดทอมครั้งแรกในประเทศไทยมาถึงแล้ว!
ประเทศไทยไม่เคยมีเวทีประกวดแบบนี้มาก่อน โดย The Tom Thailand 2026 ซึ่งเป็นเวทีการประกวดครั้งแรกของประเทศที่จัดขึ้นเพื่อกลุ่มทอม และทรานส์แมนโดยเฉพาะ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ คาลิปโซ่ คาบาเร่ต์ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนต์
เวทีนี้ถูกวางตำแหน่งให้เป็นพื้นที่ระดับประเทศเพื่อแสดงออกถึงความมั่นใจ คาแรกเตอร์ และตัวตน โดยผู้จัดงานระบุว่าผู้เข้าประกวดจะไม่เพียงแต่ถูกตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแนวความคิด การวางตัว และวิถีชีวิตอีกด้วย การประกวดครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มทอมและทรานส์แมนทั่วไปจากทั่วประเทศไทย เพื่อให้พวกเขามีพื้นที่ในการก้าวออกมาแสดงตัวตนและมีบทบาทในวัฒนธรรมการประกวด ซึ่งที่ผ่านมาไม่ค่อยมีพื้นที่ให้แก่ชุมชนนี้โดยตรงเท่าใดนัก
Photograph: Tom Thailand2026
ผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์นี้คือ ‘คุณบุญญดา ทิพยบาล’ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘พี่เล็ก’ ผู้ถือลิขสิทธิ์การประกวด เธอเผยว่าแนวคิดนี้เติบโตมาจากความเชื่อที่ว่าทุกคนควรได้รับโอกาสในการแสดงความสามารถของตนเอง และเวทีนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อผลักดันให้คนรุ่นใหม่ก้าวเข้าสู่สายตาสาธารณชนอย่างภาคภูมิใจ โดยมี ‘คุณวิไลลักษณ์ ศิริสาคร’ ร่วมงานในฐานะผู้อำนวยการกองประกวด ซึ่งเน้นย้ำถึงจุดยืนเรื่องความเท่าเทียมและการเปิดกว้างของการแข่งขัน นอกเหนือจากนี้ ยังมีคนดังในวงการ 3 ท่านมารับหน้าที่เป็นทาสเตอร์ประจำการประกวด ได้แก่ แม่อ้วน รีเทิร์น, วินิจ บุญชัยศรี และ เก่ง-ธชย ประทุมวรรณ
ผู้เข้าประกวดจะได้รับการดูแลโดยทีมโค้ช ซึ่งประกอบด้วย ปฏิทิตา ขวัญตระกูล, สุมนรัตน์ และ ปิยวรรณ ชื่นตะโก ในส่วนของพิธีกรดำเนินรายการ ได้แก่ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง มดเอ็กซ์ และนักแสดงหนุ่ม ธนพล เขียวอ่อน
การเปิดตัวในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับเรื่อง LGBTQ+ มากขึ้นเรื่อย ๆ ทว่าการเป็นตัวแทนของกลุ่มชุมชนทอมโดยเฉพาะนั้นกลับยังไม่ค่อยได้รับการพูดถึงในพื้นที่กระแสหลักมากนัก The Tom Thailand 2026 จึงต้องการเปลี่ยนสิ่งนี้ โดยสร้างกระแสบทสนทนาระดับประเทศเกี่ยวกับอัตลักษณ์ ศักยภาพ และความภาคภูมิใจ
ตอนนี้เปิดรับสมัครแล้ว ผู้เข้าประกวดต้องมีอายุระหว่าง 18–40 ปี และมีอัตลักษณ์ทางเพศเป็นทอมหรือทรานส์แมน เอกสารและสิ่งที่ต้องส่งสมัครต้องมีประวัติส่วนตัว, รูปถ่ายจำนวน 3-5 ใบ (รวมถึงภาพครึ่งตัวและเต็มตัว), คลิปวิดีโอแนะนำตัวเองความยาวไม่เกิน 3 นาที โดยครอบคลุมเรื่องภูมิหลัง, อาชีพ, ไลฟ์สไตล์, ความสามารถพิเศษ และเหตุผลที่อยากเข้าร่วมประกวด สามารถสมัครได้โดยส่งเอกสารและข้อมูลทั้งหมดไปที่เพจ Facebook: Tom Thailand

Things to do
อุ่นเครื่องความมันส์ก่อนวันใหญ่กับ ‘โสต สด สด SOT Music Showcase 2026’ เทศกาลดนตรีที่คนรักเสียงเพลงห้ามพลาด
ก่อนที่สปอตไลต์ดวงใหญ่จะส่องสว่างในค่ำคืนแห่งเกียรติยศของคนดนตรีในงาน ‘SOT Music Award’ วันที่ 24 มิถุนายนนี้ ณ One Bangkok Foru วงการเพลงไทยกำลังจะถูกปลุกความคึกคักล่วงหน้าด้วยอีเวนต์สุดพิเศษในงาน ‘โสต สด สด SOT Music Showcase 2026’
นี่คือเทศกาลดนตรีที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘รางวัลคนดนตรี โดยคนดนตรี เพื่อคนดนตรี’ ที่อยากชวนแฟนเพลงทุกคนมาเปิดหู เปิดใจ และเสพแนวดนตรีที่หลากหลายผ่านโชว์สดจากศิลปินหลากสไตล์ ตลอด 6 วันเต็ม จาก 4 ไลฟ์เฮาส์ชั้นนำ ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป
Photograph: SOT Music AwardShowcase 2026
ความน่าสนใจของโชว์เคสครั้งนี้คือการทลายกำแพงของแนวเพลง สะท้อนภาพความหลากหลายของอุตสาหกรรมดนตรีไทยได้อย่างยอดเยี่ยม โดยจัดสรรความมันส์ให้แฟนๆ ได้ตามเก็บกันแบบจุใจ
Photograph: Mr. Fox Live House2026
17 - 18 มิถุนายน ที่ Mr. Fox Live House อุ่นเครื่องสองวันแรกด้วยความเดือดและความเท่ นำโดย Pae Arak, SOK, Rejizz, DUMB.RONG, Television Off, HARD BOY และวงร็อกสายนนท์อย่าง ANNALYNN
Photograph: Volume Livehouse2026
19 - 20 มิถุนายน ที่ Volume Livehouse ดำดิ่งสู่ห้วงอารมณ์ดนตรีกับวงคุณภาพทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ อาทิ The Darkest Romance, INSPIRATIVE, _less และวงอินดี้ป็อปขวัญใจวัยรุ่นอย่าง loserpop
Photograph: Folk PhranakornSOT Music Showcase
21 มิถุนายน ที่ Folk Pranakorn เปลี่ยนบรรยากาศมาม่วนซื่นกับไลน์อัปสายลูกทุ่ง-หมอลำ ระดับแถวหน้า นำทีมโดย ลาล่า โปงลางสะออน, ยูกิ ไหทองคำ, ธัญญ่า ชัชชญา และ หมอลำไอดอล โฟล์คพระนคร
Photograph: Lido ConnectSOT Music Showcase
22 มิถุนายน ที่ Lido Connect ปิดท้ายสัปดาห์ด้วยพลังของศิลปินรุ่นใหม่ไฟแรงสายอินดี้และอัลเทอร์เนทีฟ เช่น KIKI, pami, FORD TRIO, Sukid458 และ ABOY
เตรียมตัวให้พร้อม เช็กวันและสถานที่ให้ดี แล้วมาร่วมลุยและ ‘ฟังSOT’ ไปด้วยกัน และทุกที่ เข้าฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

Things to do
เทศกาลจักรยานสุดยิ่งใหญ่ ขนทัพสองล้อและภาพยนตร์ บุกช่างชุ่ย ครีเอทีฟ พาร์ค 27-28 มิถุนายนนี้
ชาวปั่นเมืองกรุงมีหมุดหมายใหม่ให้ไปเช็กอินมิถุนายนนี้แน่นอน เพราะ ช่างชุ่ย ครีเอทีฟ พาร์ค กำลังจะเนรมิตพื้นที่ตลอด 2 วันเต็มให้กลายเป็นเทศกาลสำหรับคนที่รักจักรยาน ภาพยนตร์ และความสนุกสนาน โดยในวันที่ 27-28 มิถุนายนนี้ ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ถึง 23.00 น. ทางงานพร้อมเปิดประตูต้อนรับเหล่านักบั่น, คอหนัง, สายครีเอทีฟ และคนชอบปั่นชิลๆ วันหยุด ให้มาเพลิดเพลินกับการฉายภาพยนตร์, กีฬา, ศิลปะ, ดนตรี, อาหาร, เวิร์กชอป และตลาดนัด รวมครบจบในที่เดียว
View this post on Instagram
A post shared by @bbff.bicycleflimfest
งานจะเริ่มต้นด้วยการประกวดและฉายภาพยนตร์สั้น ซึ่งมีผลงานธีมจักรยานจากทั้งไทยและต่างประเทศมาร่วมประชันฝีมือเพื่อชิงเงินรางวัล เตรียมหาที่นั่งแล้วไปส่งเสียงเชียร์เรื่องที่ชอบกันได้เลย แต่ถ้าใครชอบดูคนลอยตัวกลางอากาศ ต้องไม่พลาดการแข่งขัน Extreme Bicycle Contest ที่ขนมาทั้ง Balance Bike Drag Race (จักรยานขาไถ), BMX Flatland, BMX Box Jam, Fixed Freestyle และ Bunny Hop High Jump แข่งโดดสูงทุบสถิติของปีนี้
Photograph: ChangChui Creative ParkBicycle film festival
จากนั้นไปต่อกันที่ Bicycle Show งานประกวดจักรยานสวยงามแบบจัดเต็มที่มีเงินรางวัลรวมกว่า 39,000 บาท รออยู่ โดยแบ่งประเภทการประกวดไว้หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็น MTB Vintage, Road Bikes, OS BMX, Mini Velo, Mini Chari, Touring, Cargo, Fixed Gear และ Fancy ขี่สไตล์ไหนก็มีรุ่นที่ใช่ให้ลงประกวดแน่นอน
สำหรับสายเซฟงบหรืออยากเดินดูชิลๆ ตลาด Swap Buy and Sell ได้รวบรวมผู้นำเข้า, ร้านค้า, ร้านรายย่อย และเจ้าของแบรนด์มารวมตัวปล่อยดีลเด็ดๆ ราคาโดนใจ ส่วนพื้นที่ที่เหลือก็พร้อมสร้างความบันเทิงด้วยงานศิลปะ, ดนตรีสด, สตรีทฟู้ด และเวิร์กชอปสนุกๆ แถมยังมีกิจกรรม Lucky Draw ให้ลุ้นรับของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ส่งตรงมาจากทั่วทุกมุมโลกอีกด้วย
ที่ ช่างชุ่ย ครีเอทีฟ พาร์ค วันที่ 27-28 มิถุนายนนี้ เวลา 15.00 - 23.00 น. เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

Things to do
เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันครั้งที่ 8 กลับมาแล้ว! 22-26 ก.ค. นี้ ที่กรุงเทพฯ และขอนแก่น
ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนหนังไต้หวันตัวยง คอสารคดี หรือกำลังมองหาโอกาสในการค้นพบหนังดีๆ นอกกระแส เทศกาลนี้ยังคงเป็นหนึ่งในอีเวนต์ภาพยนตร์ที่ไม่ควรพลาดของปี กับ เทศกาลหนังสารคดีไต้หวันประจำประเทศไทย 2026 กลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 8 พร้อมโปรแกรมภาพยนตร์และสารคดีกว่า 12 เรื่อง ระหว่าง วันที่ 22-26 กรกฎาคม โดยจัดฉายที่กรุงเทพฯ และขอนแก่น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวัน ได้กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญสำหรับผู้ชมชาวไทยที่สนใจภาพยนตร์ไต้หวันร่วมสมัยและงานสารคดีคุณภาพจากเอเชีย ไม่เพียงเป็นโอกาสในการชมภาพยนตร์ที่หาดูได้ยากบนจอใหญ่ แต่ยังเป็นเวทีที่ช่วยเชื่อมโยงผู้ชม นักทำหนัง และวัฒนธรรมภาพยนตร์ของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน
งานครั้งนี้จัดขึ้นโดย กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวัน, สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย (TECO Thailand), Taiwan Film and Audiovisual Institute, Taiwan Docs และ New Taipei City Government ร่วมกับ Documentary Club และ Movies Matter
ในปีนี้ผู้ชมจะได้พบกับภาพยนตร์สารคดี 4 เรื่อง โปรแกรมภาพยนตร์สารคดีสั้น 2 ชุด และภาพยนตร์ฟิกชั่นอีก 6 เรื่อง ซึ่งรายชื่อทั้งหมดจะประกาศอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้
จากภาพโปรโมตที่ปล่อยออกมา หลายคนคาดการณ์ว่าปีนี้อาจมีการนำผลงานระดับคลาสสิกของผู้กำกับระดับตำนานอย่าง ‘หลี่อัน’ (Ang Lee) กลับมาฉายบนจอใหญ่อีกครั้ง โดยเฉพาะภาพยนตร์ชุด Father Knows Best Trilogy ที่ประกอบด้วย Pushing Hands, The Wedding Banquet และ Eat Drink Man Woman
Photograph: Pushing Hands, 1991Taiwan Documentary and Film Festival
ผลงานยุคแรกของผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์ที่สำรวจความสัมพันธ์ในครอบครัวไต้หวันผ่านมุมมองร่วมสมัยได้อย่างเฉียบคม อย่างไรก็ตาม ผู้จัดยังไม่ได้ประกาศโปรแกรมอย่างเป็นทางการ จึงต้องรอติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมกันอีกครั้ง
สถานที่จัดฉาย
22-24 กรกฎาคม ที่ เฮ้าส์ สามย่าน และ Century The Movie Plaza Sukhumvit
25-26 กรกฎาคม ที่ ประตูแดงสเปซ จังหวัดขอนแก่น
ติดตามการประกาศรายชื่อภาพยนตร์และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Taiwan Documentary and Film Festival in Thailand ในเร็วๆ นี้

Theater
ดื่มด่ำไปกับบทเพลงออร์เคสตราและโชว์บัลเลต์สุดอลังการ กับงาน Ballet Soundtrack Show 9 ส.ค. นี้ ที่ SiamPic Hall
หากคุณยังรู้สึกขนลุกทุกครั้งเมื่อเสียงดนตรีจากภาพยนตร์เรื่อง Interstellar ดังขึ้น หลงใหลในโลกเวทมนตร์ของ Harry Potter หรืออดตื่นเต้นไม่ได้เมื่อได้ยินธีมเพลงจาก Pirates of the Caribbean เตรียมพบกับอีกหนึ่งค่ำคืนที่บทเพลงเหล่านี้จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
วันที่ 9 สิงหาคมนี้ การแสดง Ballet Soundtrack Show จะพาผู้ชมออกเดินทางผ่านโลกของภาพยนตร์ ความทรงจำ และอารมณ์ความรู้สึก ด้วยการผสมผสานระหว่างการเต้นบัลเลต์ร่วมสมัย วงออร์เคสตราสด และโปรดักชันแสงสีบนเวทีที่ออกแบบมาอย่างยิ่งใหญ่
Photograph: Freed BalletBallet Soundtrack Show
การแสดงแบ่งออกเป็น 2 องก์ โดยองก์แรกชื่อ ‘Birth Struggle Path’ ถ่ายทอดเรื่องราวของการกำเนิด การเติบโต การต่อสู้ และการค้นหาเส้นทางของตัวเอง ผ่านบทเพลงจาก Pirates of the Caribbean, Dune, Tron, Interstellar และ The Last Samurai รวมถึงบทประพันธ์คลาสสิกอย่าง Air on the G String ของ ‘Johann Sebastian Bach’
ส่วนองก์ที่ 2 ‘Destruction Rebirth Freedom’ จะพาผู้ชมสำรวจการล่มสลาย การเริ่มต้นใหม่ และการก้าวสู่เสรีภาพ ผ่านบทเพลงจาก Oppenheimer, Kung Fu Panda, Avatar, Gladiator และ Harry Potter ซึ่งถูกนำมาตีความใหม่ผ่านการแสดงบัลเลต์ร่วมสมัย
อีกหนึ่งไฮไลต์คือการรวมตัวของนักเต้นบัลเลต์ระดับโลกจากสถาบันชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นอดีตนักเต้นเดี่ยวจาก Mariinsky Theatre นักเต้นจาก Novosibirsk Academic Opera and Ballet Theatre รวมถึงศิลปินจาก Bolshoi Theatre of Belarus ที่จะมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวตลอดการแสดง
นอกจากการเต้นบัลเลต์แล้ว ผู้ชมยังจะได้สัมผัสบทเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดังในรูปแบบการบรรเลงสดโดยวงออร์เคสตราแนวป็อป-ซิมโฟนี เสริมด้วยงานภาพและแสงสีที่ช่วยขยายอารมณ์ของบทเพลงให้ยิ่งเข้มข้นขึ้น จนกลายเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้ทั้งมองเห็น รับฟัง และรู้สึกไปพร้อมกัน
สำหรับใครที่กำลังมองหาค่ำคืนที่รวมเอาเสน่ห์ของภาพยนตร์ ดนตรี และศิลปะการแสดงไว้ในเวทีเดียว นี่อาจเป็นหนึ่งในโชว์ที่น่าจับตามองที่สุดของปี
ที่
SiamPic Hall วันที่ 9 สิงหาคม การแสดงแบ่งออกเป็น 2 รอบ ได้แก่
เวลา 14.00-16.00 น.
และ 18.30-20.30 น. บัตรราคา 1,988–5,988 บาท ซื้อบัตรได้ที่ Megatix
การโฆษณา
อีเวนต์และกิจกรรมน่าสนใจในกรุงเทพฯ

Things to do
กิจกรรมน่าทำในกรุงเทพฯ สุดสัปดาห์นี้ (18-21 มิถุนายน)
เข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของเดือนมิถุนายนกันแล้ว สุดสัปดาห์นี้กรุงเทพฯ อัดแน่นไปด้วยเทศกาลระดับอินเตอร์และคอนเสิร์ตใหญ่ที่ทุกคนรอคอย เริ่มต้นด้วยมหกรรมอาร์ตทอยฟอร์มยักษ์ครั้งแรกในไทย THEPOP 2026 ที่รวบรวมคอลเลกชันสุดแรร์จากศิลปินกว่า 12 ประเทศทั่วเอเชียมาไว้ที่เซ็นทรัลเวิลด์ หรือจะแวะไปช็อปเสื้อผ้าและของแต่งบ้านวินเทจแอร์เย็นฉ่ำในงาน Made By Legacy Flea Market ครั้งแรกที่ย้ายมาปักหมุดที่โลเคชันใหม่อย่าง Pat Arena ย่านคลองเตย
สำหรับคอเพลงและสายเฟสติวัลบอกเลยว่าเลือกไม่ถูกแน่นอน เพราะมีตั้งแต่คอนเสิร์ตใหญ่ของตัวแม่ตลอดกาล ใหม่ เจริญปุระ ที่อิมแพ็ค อารีน่า, โชว์เปิดอัลบั้มใหม่แบบเวที 360 องศาของ Dept สองหนุ่มอินดี้ป็อปจากค่ายห้องเล็ก ที่มูนสตาร์ สตูดิโอ, และพบกับความเดือดในคอนเสิร์ตใหญ่สมาชิกครบวงครั้งสุดท้ายของ Bomb at Track ที่ Bravo BKK ส่วนใครที่ชอบดนตรีแบบฟรีกระจายตัวใจกลางเมือง ต้องไม่พลาดเทศกาล Simfest and Showcase 2026 ที่ขนศิลปินรุ่นใหม่มาแจกความสดใสทั้งที่ BACC และลิโด คอนเน็ค
ฝั่งสายวรรณกรรมและกิจกรรมฮีลใจก็จัดเต็มไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลหนังสือไอริช Irish Literature Festival ที่จิม ทอมป์สัน อาร์ต เซ็นเตอร์ หรือจะแวะไปทำเวิร์กช็อปศิลปะบำบัดในบรรยากาศชิลๆ ที่ Art Healing Space ริมทะเลสาบเมืองทองธานี ปิดท้ายด้วยการออกไปร่วมส่งเสียงสร้างเมืองในฝันกับงาน Bangkok Active Festival กลางสวนลุมพินี บอกเลยว่าสุดสัปดาห์นี้กรุงเทพฯ มีกิจกรรมให้เลือกฮอปปิ้งกันแบบครบรสทุกสไตล์แน่นอน

Things to do
อีเวนต์น่าสนใจในกรุงเทพฯ ตลอดเดือนมิถุนายนนี้
ผ่านพ้นความร้อนระอุของช่วงซัมเมอร์ กรุงเทพฯ ในเดือนมิถุนายนกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูกาลที่ชุ่มฉ่ำขึ้น แต่สายฝนก็ไม่อาจหยุดยั้งจังหวะชีพจรของเมืองนี้ได้ เดือนนี้ความคึกคักถูกสาดสีสันด้วยเทศกาล Pride Month ที่เปลี่ยนท้องถนนให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเฉลิมฉลองความหลากหลาย ขณะเดียวกันอากาศเย็นๆ ยามฝนตกก็ชวนให้เราหลบเข้าหาอีเวนต์ในร่ม ทั้งนิทรรศการศิลปะ คอนเสิร์ตที่แปนผันตรงตามจำนวนเม็ดฝน และตลาดคราฟต์ที่พร้อมฮีลใจ
อย่ามัวแต่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มหรือปล่อยให้ความเฉอะแฉะทำให้คุณหมดไฟ ออกมาปล่อยใจไปกับละอองฝนและอีเวนต์ที่เรารวมมาให้ แล้วคุณจะพบว่าเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ในเดือนนี้ ทั้งโรแมนติกและจัดจ้านกว่าที่เคย

Things to do
Table talk in Bangkok (18–24 มิถุนายน)
หากแพลนในแต่ละสัปดาห์ของคุณมักจะหมุนรอบเรื่องกินเรื่องดื่ม ในช่วงไม่กี่วันข้างหน้านี้มีไฮไลต์เด็ดๆ ที่คุณไม่ควรพลาดอย่างแน่นอน เริ่มด้วย Pista& ร้านโปรดแห่งย่านทรงวาดที่ได้จับมือกับ Roots รังสรรค์คอลเลกชันที่อัดแน่นไปด้วยพิสตาชิโอ ซึ่งผสมผสานทั้งเพสทรี เจลาโต และกาแฟสเปเชียลตี้เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ในขณะที่ Tipsy Tickles กำลังจะมุ่งหน้าไปยัง Eden's Vert เพื่อจัดงานไวน์เทสติ้งที่จะพาคุณไปสำรวจผลไม้ภาคใต้ของไทย ผ่านไลน์อัปไวน์ co-ferment ซีรีส์ใหม่
ขยับขึ้นไปบนตึกสูงเสียดฟ้า Piscari กำลังจะเปิดตัวบุฟเฟต์บรันช์ประจำเดือนที่ได้แรงบันดาลใจจากยามบ่ายในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ฝั่ง El Mercado ก็พร้อมจับคู่ชีสและไวน์เข้ากับจังหวะดนตรีละติน สำหรับค่ำคืนกลางสัปดาห์ที่แสนคึกคัก และ Moxy Bangkok Ratchaprasong ก็ขอปรับโฉมไลน์อาหารและเครื่องดื่มใหม่ด้วยเมนูแกะกล่อง โปรเจกต์ความยั่งยืน และจานเด็ดเพื่อสุขภาพ
ตั้งแต่การคอลแลบบอเรชันสุดพิเศษไปจนถึงประสบการณ์การทานอาหารมื้อใหม่ และนี่คือทั้งหมดที่น่าจับตาบนโต๊ะอาหารของเราสัปดาห์นี้

Art
นิทรรศการศิลปะในกรุงเทพฯ ตลอดเดือนมิถุนายนนี้
เข้าสู่เดือนมิถุนายนอย่างเป็นทางการแล้ว แม้ฝนจะเริ่มโปรยปรายติดต่อกันหลายวันจนกรุงเทพฯ ดูหม่นลงไปบ้าง แต่ในอีกมุมหนึ่ง เมืองนี้ก็ยังเต็มไปด้วยนิทรรศการศิลปะที่ชวนให้เราออกไปค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ๆ
ตลอดเดือนนี้มีทั้งนิทรรศการร่วมสมัย งานอิมเมอร์ซีฟอาร์ต งานจิตรกรรม ประติมากรรม ไปจนถึงนิทรรศการที่ชวนสำรวจเรื่องราวของความทรงจำ อัตลักษณ์ ธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกที่อยู่รอบตัว ขณะเดียวกันหลายพื้นที่ยังร่วมเฉลิมฉลอง Pride Month ผ่านผลงานที่เปิดบทสนทนาเกี่ยวกับความหลากหลายและการเป็นตัวของตัวเองอย่างอิสระ
ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่ชื่นชอบงานอาร์ต หรือกำลังมองหากิจกรรมสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์ เดือนนี้กรุงเทพฯ มีนิทรรศการน่าสนใจให้แวะเวียนไปเยี่ยมชมอยู่ไม่น้อย
เราได้รวบรวม 15 นิทรรศการน่าแวะชมตลอดเดือนมิถุนายนมาไว้ให้แล้ว เตรียมปักหมุดแล้วออกไปเสพงานศิลป์กันได้เลย
หากยังมองหากิจกรรมอื่นๆ สำหรับช่วงหน้าฝน ลองดูลิสต์ หมุดหมายควรไปเยือนทั่วกรุงเทพฯ ในวันฝนพรำ ที่เรารวบรวมไว้ให้ รับรองว่ามีทั้งที่เที่ยวในร่มและพื้นที่ฮีลใจให้เลือกแวะตลอดฤดูกาลนี้

Things to do
9 พิกัดในกรุงเทพฯ เหมาะกับการไป Solo Date ชวนออกไปใช้เวลากับตัวเองให้มากขึ้น
ในยุคที่ทุกอย่างดูเร่งรีบไปหมด การหาเวลาว่างให้ตัวเองกลายเป็นเรื่องยากกว่าที่เคย หลายคนมักรอให้เพื่อนว่าง หรือรอแฟนมีเวลา...

Restaurants
กรุงเทพฯ คว้าอันดับ 2 เมืองอาหารที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2026 จาก Time Out
วัฒนธรรมการกินดื่มคือหนึ่งในหัวใจสำคัญของทุกเมืองใหญ่ เพราะนอกจากจะหล่อเลี้ยงผู้คนในแต่ละวันแล้ว ยังเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตนของเมือง จุดประกายบทสนทนา...

Things to do
หมุดหมายควรไปเยือนในกรุงเทพฯ ในวันฝนพรำ
ละอองฝนและท้องฟ้าครึ้มในเมืองหลวงอันแสนวุ่นวาย มักพัดพาเอาความรู้สึกเหงา เศร้า ปนโรแมนติกเข้ามาพร้อมกันแบบที่ยากจะหลีกเลี่ยง ในวันที่สายฝนโปรยปราย...

Shopping
12 ร้านล้างฟิล์ม สำหรับคนรักอนาล็อกรอบกรุงเทพฯ
ปัจจุบันการถ่ายภาพฟิล์มยังคงได้รับความนิยมในกรุงเทพฯ มากกว่าที่หลายคนคิด หากสังเกตดีๆ คุณจะพบว่ากล้องฟิล์มยังคงปรากฏอยู่แทบทุกย่านของเมือง ตั้งแต่คาเฟ่เล็กๆ...

Things to do
12 ร้านหนังสือที่สวยที่สุดในโลก หมุดหมายที่เหล่านักอ่านต้องไปเยือนสักครั้งในชีวิต
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง Time Out Worldwide เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 และถูกนำมาเรียบเรียงใหม่เป็นภาษาไทย
บันไดวนสูงตระหง่าน...
เผื่อคุณจะพลาดสิ่งนี้ไป...

Shopping
ได้รับการสนับสนุน
ทำความรู้จัก Canon EOS R6 V One Camera, Many Stories กล้องที่เกิดมาเพื่อคนทำคอนเทนต์
กล้องตัวเดียวที่ตอบโจทย์ได้ทุกเรื่องเล่า และนี่คือแนวคิดเบื้องหลังของ Canon EOS R6 V กล้องไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดที่สร้างขึ้นมาเพื่อเหล่าครีเอเตอร์โดยเฉพาะ...

Things to do
ได้รับการสนับสนุน
Kimpton Maa-Lai Bangkok เติมเต็มสีสันเทศกาล Pride ด้วยความบันเทิงสไตล์ดิสโก้และภาพยนตร์เควียร์สุดคลาสสิก 20 มิถุนายนนี้
ฮาเลลูยา! ในที่สุดก็เข้าสู่เดือน Pride Month กันแล้ว ในช่วงมิถุนายนนี้ เราจะได้เห็นธงสีรุ้ง การแสดงแดร็กโชว์ การฉายภาพยนตร์...

Travel
ได้รับการสนับสนุน
12Go ปลุกกระแสท่องเที่ยวกลางปี จัดแคมเปญ 6.6 Mid-Year Sale มอบส่วนลดตั๋วเดินทาง 15% ตอบโจทย์นักเดินทางยุคดิจิทัล
การเดินทางท่องเที่ยวไม่เพียงแต่เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมอันหลากหลาย หรือการพักผ่อนหย่อนใจจากความเหนื่อยล้า...

Shopping
ได้รับการสนับสนุน
Toyota Fortuner Leader G+ ชวนคนเมืองเปิดรับมุมมองใหม่กับ ‘Live Plus the Experience’ พลัสชีวิตให้สุดในทุกมิติ
การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ที่เร่งรีบอาจทำให้เราเผลอมองข้ามความน่าตื่นเต้นที่ซ่อนอยู่รอบตัว Toyota Fortuner Leader G+ จึงสร้างสรรค์กิจกรรมสุดพิเศษ ‘Live Plus...

Things to do
ได้รับการสนับสนุน
THAIFEX Anuga Asia 2026 กำลังสร้างสถิติใหม่ในวงการอุตสาหกรรม พฤษภาคมนี้
เตรียมพบกับงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค THAIFEX – Anuga Asia 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม ณ อิมแพ็ค...
คอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีในกรุงเทพฯ

Things to do
ก้าวเข้าสู่โลก 4 ใบของตำนาน ที่กลับมาเล่าเรื่องที่ซ่อนอยู่ใต้แผ่นฟิล์มใน SBZ B.DAY UN·CUT
หากความทรงจำจากคอนเสิร์ต B.DAY คือจุดบรรจบของบทเพลงที่เคยสร้างความประทับใจ วันนี้หน้าประวัติศาสตร์ดนตรีหน้านั้นกำลังจะถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง แต่ในมิติที่ลึกซึ้งและสมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม เพราะในโลกของเสียงดนตรี บางเรื่องราวไม่เคยถูกเล่าจบ และบางห้วงอารมณ์ยังคงรอคอยการคลี่คลายอย่างแท้จริง และจะดีแค่ไหน หากพวกเขามาจารึกสิ่งเหล่านั้นด้วยตัวเอง
Photograph: B.DayOfficialBangkok
นี่คือที่มาของ SBZ B.Day Un·Cut live concert Series Reel 01 ปรากฏการณ์คอนเสิร์ตครั้งสำคัญที่หยิบเอาคอนเซปต์ ‘เทศกาลหนังในเพลง’ มาร้อยเรียงเรื่องราวของ 4 ศิลปินระดับตำนานอย่าง Soul After Six, PAUSE, NADIA และ Crescendo มารวมไว้บนเวทีเดียวกันในวันเดียว ทว่าแบ่งแยกออกเป็น 4 คอนเสิร์ตเดี่ยว 4 จักรวาล ที่มีภาษา ภาพ และดนตรีเฉพาะตัว ราวกับภาพยนตร์ 4 เรื่องคนละรสชาติที่ฉายต่อเนื่องในโรงภาพยนตร์แห่งความทรงจำ
SBZ ชื่อนี้มาจาก 3 ผู้ก่อตั้ง Bakery Music ค่ายเพลงอิสระที่มีอิทธิพลต่อวงการเพลงไทยจนถึงปัจจุบันซึ่งได้แก่ ‘สุกี้ กมลสุโกศล’, ‘บอย โกสิยพงศ์’ และ ‘สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์’
งานนี้จะเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้ขยายโลก ของตนเอง พากลุ่มคนฟังดิ่งลึกไปสู่แง่มุม Uncut ที่ยังไม่เคยถูกตัดต่อ เพื่อเติมเต็มทุกโมเมนต์ที่เคยเกิดขึ้นใน B.DAY ให้เสร็จสมบูรณ์ผ่านบทเพลงของพวกเขาเอง เตรียมตัวก้าวเข้าสู่โลกใบเดิมในมุมมองใหม่ เพราะเรื่องราวบางเรื่อง... ต้องฟังและดูด้วยตาตัวเองจนถึงวินาทีสุดท้ายเท่านั้น
ที่ พารากอน ฮอลล์ วันที่ 29 สิงหาคม 2569 เวลา 16.00 น. ราคาบัตร 5,900 / 4,900 / 3,900 / 3,500 / 2,800 / 1,900 บาท เปิดขายพรีเซลวันที่ 26–27มิถุนายน เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป และรอบทั่วไปวันที่ 4 กรกฎาคม 10.00 น. เป็นต้นไป จองบัตรได้ที่ www.thaiticketmajor.com

Things to do
Kings of Convenience คู่หูอินดี้โฟล์กจากนอร์เวย์ เตรียมจัดคอนเสิร์ตในไทย 1 ธันวาคมนี้
ยังจำกันได้ไหมตอนที่ HAVE YOU HEARD? ประกาศไลน์อัพแรกของ Maho Rasop Series 2026 พร้อมชื่อของ Caribou จนทำให้แฟนเพลงอินดี้หลายคนตื่นเต้นกันยกใหญ่ ล่าสุดผู้จัดได้ประกาศรายชื่อศิลปินระลอกที่สองออกมาแล้ว และคราวนี้เป็นชื่อที่น่าจะทำให้คอเพลงจำนวนไม่น้อยในกรุงเทพฯ รู้สึกคิดถึงขึ้นมาทันที นั่นก็คือ Kings of Convenience ดูโอ้โฟล์กป๊อปจากนอร์เวย์ เตรียมกลับมาเปิดการแสดงที่กรุงเทพฯ อีกครั้งในวันที่ 1 ธันวาคม ณ SiamPic Hall
Photograph: Kings of Convenience- KOCErlend Øye and Eirik Glambek Bøe
แกลมเบ็ค โบ และเออร์เลนด์ โอยด์ คือคู่หูที่สร้างสรรค์ดนตรีซึ่งยิ่งฟังอย่างตั้งใจเท่าไหร่ ก็ยิ่งเผยรายละเอียดที่น่าหลงใหลออกมามากขึ้น ทั้งไลน์กีตาร์อันละเมียดละไม เมโลดี้ที่พลิกไปในทิศทางคาดไม่ถึง และเสียงร้องนุ่มเบาที่โอบล้อมผู้ฟังราวกับเสื้อไหมพรมตัวโปรดในวันอากาศเย็น อัลบั้มเปิดตัว Quiet Is the New Loud ทำให้ชื่อของ Kings of Convenience กลายเป็นที่จับตามองตั้งแต่ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่สหัสวรรษใหม่ โดยเฉพาะเพลง ‘Winning a Battle, Losing the War’ ที่กลายเป็นประตูบานแรกให้ผู้ฟังทั้งรุ่นได้รู้จักวง เริ่มจากการได้รับความนิยมอย่างมากในสหราชอาณาจักร ก่อนจะค่อย ๆ สร้างฐานแฟนเพลงที่เหนียวแน่นอย่างน่าประหลาดใจทั่วเอเชีย
สำหรับประเทศไทย เพลงของพวกเขาแทบจะกลายเป็นซาวด์แทร็กประจำยุคของ cafe culture ตลอดช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เปิดคลออยู่ในร้านกาแฟ ร้านหนังสือ และพื้นที่เงียบสงบที่เหมาะกับการใช้เวลาช้าๆ หลังห่างหายจากการออกผลงานร่วมกันไปนานกว่า 12 ปี ทั้งคู่กลับมาอีกครั้งกับอัลบั้ม Peace or Love ซึ่งได้ร่วมงานกับ Feist อีกครั้ง ทำให้โชว์ครั้งนี้มีแนวโน้มว่าจะรวบรวมทั้งเพลงคลาสสิกที่แฟนๆ รักมานาน และผลงานยุคใหม่ที่ผู้ฟังชาวไทยจำนวนมากยังไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสแบบสดๆ มาก่อน
Photograph: haveyouheard.liveKOC
บัตรเข้าชมจะเปิดจำหน่ายในวันที่ 12 มิถุนายน เวลา 12.00 น. โดยราคาบัตรแบ่งเป็น 3,600 บาท สำหรับที่นั่ง Level 1 โซน A และ B, 3,100 บาท สำหรับ Level 1 โซน C และ 2,600 บาท สำหรับ Upper Level โซน D และ E ซึ่งทั้งหมดเป็นที่นั่งแบบนั่งชมการแสดง (จองบัตร)
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะ Maho Rasop Series 2026 โปรเจกต์ความร่วมมือระหว่าง HAVE YOU HEARD?, Seen Scene Space และ Fungjai ยังเตรียมประกาศรายชื่อศิลปินเพิ่มเติมอีกหลายชุดตลอดช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมในเร็วๆ นี้
ติดตาม 62 คอนเสิร์ตน่าจับตามอง ที่กำลังจะมาถึงกรุงเทพฯ ปี 2569
และหากไม่อยากพลาดข่าวสาร กิจกรรม และอีเวนต์น่าสนใจทั่วกรุงเทพฯ สามารถสมัครรับจดหมายข่าวฟรีจาก Time Out Bangkok เพื่อรับอัปเดตส่งตรงถึงอีเมลของคุณได้เลย

Things to do
คัมแบ็กอย่างยิ่งใหญ่ ‘BIGBANG’ ประกาศเวิลด์ทัวร์ ประเทศไทยพบกัน 7 พ.ย. นี้ ที่ราชมังคลากีฬาสถาน
เหล่า V.I.P เตรียมตัวกันให้พร้อม! เพราะหนึ่งในศิลปินระดับตำนานที่หลายคนเติบโตมาพร้อมกับบทเพลงของพวกเขา กำลังจะกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง
หลังจากสร้างความสั่นสะเทือนให้วงการดนตรีระดับโลกด้วยการขึ้นแสดงบนเวที Outdoor Stage ในเทศกาลดนตรี Coachella 2026 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา พร้อมแง้มข่าวดีบนเวทีให้แฟนๆ ได้ตื่นเต้น วันนี้ก็ถึงเวลาประกาศอย่างเป็นทางการแล้วกับ ‘BIGBANG 2026 WORLD TOUR’ ทัวร์คอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบการเดบิวต์ 20 ปีของวง โดยมีกำหนดการเดินทางมาแลนดิ้งระเบิดความมันส์ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ในวันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2569 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน
View this post on Instagram
A post shared by BIGBANG (@bigbang_2xx6)
แม้จะยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับราคาบัตรและผังที่นั่งของโชว์ที่เมืองไทย แต่ออฟฟิเชียลได้เปิดเผยว่าพวกเขาจะเริ่มเปิดฉากทัวร์ครั้งแรกในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยปักหมุดความยิ่งใหญ่ที่ Goyang Stadium จัดเต็มถึง 3 รอบการแสดง ก่อนที่จะเดินทางไปเสิร์ฟความสนุกในสเกลสเตเดียมและโดมทัวร์อีกกว่า 31 โชว์ทั่วทวีปเอเชีย อเมริกาเหนือ ยุโรป และออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นเวิลด์ทัวร์แบบเต็มวงครั้งแรกในรอบ 9 ปีของพวกเขาเลยทีเดียว
ใครที่เติบโตมากับเพลง ‘Lies’, ‘Haru Haru’ หรือ ‘Fantastic Baby’ เตรียมตัวพบกับการแสดงที่ยิ่งใหญ่ ตระการตา และสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะงานนี้ต้นสังกัดแอบกระซิบว่าเตรียมงานสร้างจัดเต็มทั้งแสง สี เสียง เอฟเฟกต์ และเพลย์ลิสต์ในความทรงจำที่จะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปมันส์ด้วยกันอีกครั้งแน่นอน
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวันเปิดจำหน่ายและราคาบัตรในประเทศไทย สามารถรอติดตามอัปเดตได้เร็วๆ นี้

Music
KIKI’ วงอินดี้ป็อปไทย ได้รับเลือกร่วมไลน์อัปเทศกาลดนตรีระดับโลก Fuji Rock Festival 2026
หลังจากเพิ่งประกาศตารางเอเชียทัวร์ในประเทศญี่ปุ่นและไต้หวันไปได้ไม่นาน KIKI วงดนตรีอินดี้ป็อปไทยรุ่นใหม่มาแรง ก็ทำเอาแฟนเพลงเซอร์ไพรส์กับการประกาศก้าวสำคัญบนเส้นทางดนตรีระดับสากล ด้วยการได้รับเลือกให้อยู่ในไลน์อัปของ Fuji Rock Festival 2026 หนึ่งในเทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 กรกฎาคมนี้ ณ Naeba Ski Resort จังหวัดนีงาตะ ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นหมุดหมายความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของทั้งตัววงและอุตสาหกรรมดนตรีไทย
Photograph: KIKIFuji Rock Festival 2026
อย่างที่สายคอนเสิร์ตทราบกันดีว่า Fuji Rock Festival เป็นเทศกาลดนตรีระดับเมกะอีเวนต์ที่รวบรวมศิลปินแถวหน้าจากทั่วทุกมุมโลกมารวมกัน โดยในปี 2569 นี้ มีเฮดไลเนอร์ระดับโลกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ The xx, Khruangbin, Massive Attack, Turnstile รวมถึงศิลปินฮอตแห่งยุคอย่าง Fujii Kaze การที่วงดนตรีสัญชาติไทยได้เข้าไปยืนอยู่ท่ามกลางไลน์อัปสุดโหดนี้ จึงสะท้อนให้เห็นว่าซาวด์ดนตรีของศิลปินไทยได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากลอย่างแท้จริง
Photograph: KIKIFuji Rock Festival 2026
KIKI เป็นวงดนตรีจากค่าย Parinam Music ที่เกิดจากการรวมตัวของ 3 สมาชิก ได้แก่ เฮเลน (ร้องนำและนักแต่งเพลง), บอส (มือกีตาร์และซินธิไซเซอร์) และ นน (มือกีตาร์และโปรดิวเซอร์) โดดเด่นด้วยการทำเพลงสไตล์อินดี้ป็อปที่มีส่วนผสมของอัลเทอร์เนทีฟและอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดเวลาที่ผ่านมา KIKI ได้สั่งสมประสบการณ์และขยายฐานแฟนเพลงไปทั่วเอเชียและยุโรป ผ่านการทัวร์คอนเสิร์ตและเข้าร่วมมิวสิกเฟสติวัลสำคัญๆ มาแล้วมากมาย
การเดินทางไปเยือน Naeba ในครั้งนี้ KIKI จะขึ้นแสดงในวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม ณ เวที Orange Echo แฟนๆ ชาวไทยคนไหนที่มีแพลนจะไป Fuji Rock ปีนี้ อย่าลืมไปส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจพวกเขากันติดขอบเวทีด้วยนะ

Music
62 คอนเสิร์ตน่าจับตามอง ที่กำลังจะมาถึงกรุงเทพฯ ปี 2569
We keep this article updated regularly to make sure everything stays accurate and current, pop back anytime for the latest.
ถ้าใครคิดว่าปีที่ผ่านมาคือที่สุดแล้ว ขอบอกว่าปี 2569 กำลังจะทำให้คุณต้องคิดใหม่ เพราะนี่คือปีที่กรุงเทพฯ เนื้อหอมแบบสุดๆ จนศิลปินระดับโลกพร้อมใจกันปักหมุดแลนดิ้งกันแบบถี่ๆ ตั้งแต่ไอคอนป็อปที่ทุกคนคิดถึง แรปเปอร์สุดแสบที่กำลังมาแรง วงร็อกระดับตำนานที่กลับมาทวงบัลลังก์ ไปจนถึงเหล่าไอดอลเคป็อปที่พร้อมมาเขย่าหัวใจแฟนชาวไทยอีกครั้งบางโชว์คือการกลับมาที่ต้องรอกันเกือบทศวรรษ บางโชว์คือครั้งแรกที่เราจะได้ดูสดๆ ในบ้านเรา และอีกหลายงานที่ขึ้นแท่นเป็น ‘Must-see’ ที่ชีวิตนี้ต้องได้เห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง ความพิเศษของปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องชื่อชั้นของศิลปิน แต่คือโปรดักชันอลังการระดับเวิลด์ทัวร์ที่ขนมาแบบจัดเต็ม เตรียมเปลี่ยนฮอลล์คอนเสิร์ตให้กลายเป็นพื้นที่เก็บความทรงจำสุดล้ำร่วมกันได้เลยTime Out คัดเน้นๆ มาให้แล้วกับ 62 คอนเสิร์ตที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2569 ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนเพลงร็อก ฮิปฮอป หรือเป็นชาวด้อมเคป็อปตัวจริง ก็ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งโชว์ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
RECOMMENDED:
ยืนยันแล้ว Tomorrowland Thailand เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 11–13 ธันวาคมนี้
Melt Livehouse เตรียมบุก Cloud 11 ปักหมุดเวนิวใหม่ ใกล้ BTS ปุณณวิถี
Volume Phase 7 ต้อนรับเดือนใหม่กับไลน์อัปสุดจี๊ด รวมกว่า 60 ศิลปิน จัดเต็มทุกวันเสาร์ตลอดเดือน พ.ค. - ส.ค. นี้Maho Rasop Series กลับมาอีกครั้ง ต.ค. - ธ.ค. นี้ ประเดิมอัปแรกด้วย ‘Caribou’
Colorists Music Festival 5 กลับมาอีกครั้ง พร้อม 20 ไลน์อัปวงอินดี้จัดเต็ม 4 ก.ค.นี้
บันทึกทศวรรษของสองปลา ‘Whal & Dolph’ การเดินทางจากเพลงรักรสขม สู่คอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งที่ 3

Things to do
MILLI ประกาศเอเชียทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรก! ก่อนกลับมาปิดฉากความมันส์ที่กรุงเทพฯ 3 ตุลาคมนี้
หลังจากสร้างความเดือดบนเวทีเฟสติวัล ปล่อยคลิปฟรีสไตล์จนเป็นไวรัล และสาดความมันส์ในบ้านเกิดจนบัตรหมดเกลี้ยงมาหลายปี ในที่สุด MILLI (มิลลิ) ก็ได้เวลาออกเดินทางไปแสดงฝีมือทั่วเอเชียอย่างเต็มตัวแล้ว แรปเปอร์สาวสุดฮอตกำลังเตรียมพร้อมสำหรับคอนเสิร์ตทัวร์เต็มรูปแบบครั้งแรกในชื่อ ‘MILLI Jaa Ehh! Asia Tour 2026’ โดยมีกำหนดการแสดงใน 8 ประเทศและเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย, ไทเป, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฮ่องกง, ฟิลิปปินส์, เกาหลีใต้ และไทย ส่วนเมืองอื่นๆ กำลังจะตามมา
View this post on Instagram
A post shared by MILLI ASIA TOUR (@millijaaehhtour)
สำหรับชื่อทัวร์นี้ตั้งตามหนึ่งในเพลงฮิตจากอัลบั้ม HEAVYWEIGHT ซึ่งเป็นอัลบั้มที่เพิ่งคว้ารางวัล อัลบั้มแห่งปีจากงาน Toty Music Awards 2025 มาครอง ทัวร์ครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของศิลปินไทยระดับอินเตอร์คนนี้ โดยในอัลบั้มดังกล่าวได้ผสานการแรปที่ดุดันและรวดเร็วของ MILLI เข้ากับโปรดักชันดนตรีที่หนักหน่วง รวมถึงการร่วมงานกับศิลปินชื่อดังมากมาย อาทิ ATARASHII GAKKO!, Awich, Knock2, ก้อง แห่งวง H3F และ ฮิวโก้
Photograph: phuckitolMILLI Jaa Ehh! Asia Tour 206
ทัวร์คอนเสิร์ตจะเปิดฉากขึ้นที่ประเทศอินโดนีเซียในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ ก่อนจะตระเวนระเบิดความมันส์ไปทั่วภูมิภาค และกลับมาปิดท้ายที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 3 ตุลาคม ณ สามย่าน มิตรทาวน์ ฮอลล์ เตรียมพบกับเสียงเบสทุ้มในใจ เสียงเชียร์กระหึ่มฮอลล์ และพลังบนเวทีแบบจัดเต็มไม่มีกั๊ก กับหนึ่งในศิลปินที่แสดงสดได้ตื่นตาตื่นใจและคาดเดาไม่ได้ที่สุดของไทยในเวลานี้
สามารถติดตามโซเชียลมีเดียของ MILLI และ YUPP! อย่างใกล้ชิดเพื่ออัปเดตรายละเอียดเพิ่มเติมที่กำลังจะประกาศเร็วๆ นี้

Music
ไฟแรงจนต้องเพิ่มรอบ! คอมเฟิร์มแล้ว The Weeknd จัดอีกโชว์ 12 ตุลาคมนี้
ในที่สุดแฟนเพลง The Weeknd ในกรุงเทพฯ ก็โล่งใจได้เสียที หลังจากมีข่าวลือและตั้งตารอกันมาหลายสัปดาห์ ล่าสุด ‘อาเบล เทสเฟย์’ หรือ The Weeknd ก็ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า โชว์เต็มรูปแบบในกรุงเทพฯ จะแลนดิ้งสู่สนามราชมังคลากีฬาสถานในวันที่ 11 ตุลาคมนี้
View this post on Instagram
A post shared by Abel (@theweeknd)
โชว์ครั้งนี้เปรียบเสมือนการฉลองความสำเร็จให้กับผลงานไตรภาคที่พลิกโฉมโลกของเขาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเป็นการร้อยเรียงเรื่องราวจากอัลบั้ม After Hours, Dawn FM และผลงานล่าสุดอย่าง Hurry Up Tomorrow เข้าด้วยกัน เตรียมพบกับเซ็ตลิสต์เพลงที่พาคุณข้ามยุคสมัยแบบไม่มีสะดุด อัดแน่นไปด้วยเพลงฮิตติดชาร์ตไปจนถึงแทร็กหน้าบี ที่จัดมาเพื่อสมนาคุณแฟนเพลงที่ติดตามกันมาอย่างยาวนาน
Photograph: Kevin Mazur
การกลับมาครั้งนี้มาในสเกลที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมมาก จากโชว์ครั้งก่อนในกรุงเทพฯ ที่จัดขึ้นในระดับอารีน่า แต่ครั้งนี้โปรดักชันถูกขยายขอบเขตสู่ระดับสเตเดียม จัดเต็มทั้งวิชวลระดับภาพยนตร์ เวทีสุดอลังการ และระบบแสงสีที่ออกแบบคิวมาอย่างเป๊ะปัง ซึ่งเข้ากับโทนที่ดาร์กและมีสไตล์ชัดเจนยิ่งขึ้นในผลงานช่วงหลังของเขา
นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเป็นส่วนหนึ่งของทัวร์เอเชียที่ครอบคลุมทั้งในญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่ากรุงเทพฯ ได้กลับมาเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของเส้นทางทัวร์คอนเสิร์ตระดับโลกอย่างเต็มตัว
Photograph: Hiroya Brian
สำหรับวงเปิด ได้โควตาเป็นของ Creepy Nuts ดูโอ้ฮิปฮอปเจ้าของเพลงไวรัลอย่าง ‘Bling-Bang-Bang-Born’ ซึ่งจะมาร่วมแสดงในหลายประเทศของทัวร์ระดับภูมิภาคนี้
และล่าสุด ไฟแรงแบบฉุดไม่อยู่จากเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม จนต้องเพิ่มรอบอย่างเป็นทางการโดยจะจัดในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ จะเป็น 2 ค่ำคืนที่เป็นความทรงจำของใครหลายๆ คน
ที่ ราชมังคลากีฬาสถาน บัตรราคา 2,835 - 5,335 บาท (จองบัตร) โดยรอบใหม่จะเปิดพรีเซลในวันที่ 20 พฤษภาคม และบัตรทั่วไป วันที่ 21 พฤษภาคม อ่านรายละเอียดให้ครบถ้วน แล้วเจอกันหน้าเวที

Music
SEK LOSO กลับมาแล้ว! กับแฟนคอนครั้งแรก ‘SEK LOSO Rebirth’ 26 มิ.ย. นี้
แฟนเพลงร็อกเตรียมตัวให้พร้อม เพราะ SEK LOSO กำลังจะกลับมาขึ้นเวทีอีกครั้งใน ‘SEK LOSO Rebirth 1st Fancon’ แฟนคอนครั้งแรกของศิลปินร็อกระดับตำนานของไทยที่หลายคนคิดถึง
ครั้งนี้ไม่ใช่แค่คอนเสิร์ตธรรมดา แต่เป็นโชว์ที่ถูกออกแบบมาให้แฟนเพลงได้ใกล้ชิดกับเสกมากขึ้น ผ่านเวทีแบบ Center Stage ที่ตั้งอยู่กลางฮอลล์ ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนก็เห็นโชว์ได้เต็มตา พร้อมเสพบรรยากาศแบบ ‘เราและนาย’ ที่ชวนทุกคนกลับไปร้องเพลงฮิตยุคทองของโลโซไปด้วยกันอีกครั้ง
นอกจากเพลงระดับตำนานอย่าง ‘ใจสั่งมา’, ‘ซมซาน’, ‘พันธ์ทิพย์’ หรือ ‘เราและนาย’ ที่หลายคนคาดว่าน่าจะได้ฟังกันสดๆ แล้ว งานนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญของการกลับมาของคิงออฟร็อกแอนด์โรลเมืองไทย ที่แฟนเพลงหลายรุ่นรอคอย
วันแสดง
วันที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป
สถานที่จัดงาน
ที่ MCC Hall ชั้น 3 เดอะ มอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ
ช่องทางการจำหน่ายบัตร
บัตรราคา 2,200 / 1,600 บาท (บัตรจำนวน 5,000 ใบเท่านั้น)
กดบัตรพร้อมกัน วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลา 10 โมงเป็นต้นไป
ได้ที่ https://citicket.com/en/events/sek-loso-rebirth
Photograph: SEK LOSO
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : SEK LOSO หรือ CI Showbiz

Music
THE WEEKND คอนเฟิร์มมาไทยแล้ว! รอประกาศวันอย่างเป็นทางการ
ยืนยันแล้วอย่างเป็นทางการว่า THE WEEKND เตรียมกลับมาแสดงสดในประเทศไทยอีกครั้ง กับเวิลด์ทัวร์ ‘After Hours Til Dawn Tour’ ที่แฟนเพลงทั่วโลกรอคอย
หากย้อนกลับไปในปี 2018 นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาเยือนกรุงเทพฯ เพราะเจ้าตัวเคยสร้างความประทับใจไว้แล้วในโชว์ The Weeknd Asia Tour Live in Bangkok ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ซึ่งการกลับมาครั้งนี้จึงนับเป็นการรียูเนียนกับแฟนเพลงชาวไทยในรอบกว่า 8 ปี
Photograph: The Weeknd
สำหรับ The Weeknd หรือ Abel Tesfaye คือหนึ่งในศิลปินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคปัจจุบัน ด้วยเพลงฮิตระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Blinding Lights, Save Your Tears, Starboy, The Hills และ Can't Feel My Face ที่ล้วนสร้างสถิติและกลายเป็นซาวด์แทร็กของคนฟังทั่วโลก
ผลงานล่าสุดของเขาคืออัลบั้ม Hurry Up Tomorrow ที่ปล่อยออกมาในช่วงต้นปี 2025 ซึ่งถูกวางให้เป็นอัลบั้มสุดท้ายภายใต้ชื่อ The Weeknd และเป็นบทสรุปของไตรภาคดนตรีที่ต่อเนื่องจาก After Hours และ Dawn FM
Photograph: The Weeknd
ขณะเดียวกัน ทัวร์ ‘After Hours Til Dawn’ ก็กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการดนตรีโลก ด้วยรายได้รวมทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในทัวร์คอนเสิร์ตที่ทำรายได้สูงสุดของศิลปินเดี่ยวชาย
การแสดงในประเทศไทยครั้งนี้จะจัดโดย Live Nation Tero โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประกาศรายละเอียดวันแสดงและสถานที่อย่างเป็นทางการ แต่ที่แน่ๆ คือแฟนๆ เตรียมตัวให้พร้อม เพราะมีโอกาสสูงที่โชว์ครั้งนี้จะถูกยกระดับสเกลให้ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเห็นในไทย ใครที่รอโมเมนต์ร้องเพลงไปพร้อมกันทั้งฮอลล์หรือสเตเดียม เตรียมเคลียร์คิวไว้ได้เลย งานนี้มีเดือดแน่นอน

Music
‘MAKARA’ วงนีโอหมอลำไซคีไทย ประกาศศักดาบนเวที KEXP เขย่าความม่วนให้ชาวโลกได้รู้จัก
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม เวลา 22.00 น. ตามเวลาประเทศไทย นับเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญของวงการเพลงไทย เมื่อ ‘MAKARA’ วงดนตรีสาย Neo-Molam Psychedelic ได้ขึ้นแสดง Live Session ในรายการระดับโลกอย่าง KEXP แพลตฟอร์มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหมุดหมายในฝันของศิลปินจากทั่วโลก โดยพวกเขาเปิดโชว์ด้วย ‘Yong Song’, ต่อด้วย ‘COCO’, ‘Samare’ และปิดท้ายด้วย ‘Strawberry Mind’
สำหรับใครที่ยังไม่คุ้นชื่อ ‘MAKARA’ นี่คือวงสามชิ้นที่ประกอบไปด้วย คิว-มกรา ดลสุขเลิศ (ร้องนำ/กีตาร์), อ๊อฟ-ญาณพล วิบูลย์วิทยานันท์ (เบส) และ แม็กซ์-ฐากร อัญภานนท์ (กลอง) สมาชิกจากวง H3F โดยพวกเขาทั้งสามคนสร้างลายเซ็นทางดนตรี จากการหยิบเอารากเหง้าหมอลำอีสานมาผสมกับดนตรีไซคีเดลิกสมัยใหม่ จนเกิดเป็นซาวด์ที่ทั้งล่องลอย แปลกใหม่ และชวนเคลิ้มในแบบที่ไม่เหมือนใคร
คนที่ติดตามวงการอินดี้ไทยมาอย่างต่อเนื่อง น่าจะคุ้นชื่อของ MAKARA กันดี เพราะพวกเขาโลดแล่นในซีนดนตรีมาระยะหนึ่งแล้ว พร้อมประสบการณ์ทั้งเวทีในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นแสดงใน Wonderfruit 2024 รวมถึงทัวร์ในญี่ปุ่น อเมริกา และอีกหลายประเทศ ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่ากำแพงทางภาษาไม่ใช่อุปสรรคของดนตรีที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนอย่างพวกเขา
Photograph: makara_official.th
แม้ผลงานของวงจะเน้นไปที่เพลงสากลที่มีเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่พวกเขาก็ทำเพลงไทยออกมาให้เราได้ฟังกันบ้างประปราย ทำให้มกรา กลายเป็นอีกหนึ่งตัวแทนของศิลปินไทยที่สามารถพาซาวด์ท้องถิ่นไปเชื่อมต่อกับเวทีโลกได้อย่างน่าสนใจ การที่เราได้เห็นวงไทยไปยืนอยู่บนเวทีระดับนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีไม่น้อย และคงจะดีขึ้นไปอีกหากพวกเขาได้มีโอกาสเล่นในบ้านเราให้บ่อยขึ้น เพื่อให้คนไทยได้สัมผัสพลังสดๆ ของวงนี้มากขึ้นด้วยตัวเอง
แอบกระซิบว่าถึงแม้งานนอกประเทศจะเยอะ แต่งานในไทยก็ยังมีอยู่!! ใครที่อยากสัมผัสพลังการแสดงสดสุดม่วน ไปพบกับพวกเขาทั้ง 3 คนได้ในงาน Blueprint Livehouse x DECOMMUNE: DURAN + Makara + The Whitest Crow วันที่ 19 มิถุนายนนี้ ที่ Blueprint Livehouse
รีวิวร้านอาหารและคาเฟ่ในกรุงเทพฯ

Restaurants
7 ร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่นในกรุงเทพฯ ที่เหมาะกับวันฝนพรำ
ฝนตกทีไร หลายคนอาจเลือกกลับบ้านไวแล้วซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม แต่สำหรับสายกินแล้ว สภาพอากาศครึ้มๆ แบบนี้กลับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการหาร้านดีๆ นั่งพักกาย พักใจ พร้อมปล่อยให้กลิ่นอาหารอุ่นๆ ช่วยเติมความสุขให้วันฝนพรำ
ไม่ว่าจะเป็นมื้อญี่ปุ่นที่เสิร์ฟตรงหน้าเคาน์เตอร์บาร์ ร้านอาหารในบ้านไม้เก่าที่อบอวลด้วยเสน่ห์คลาสสิก หรือมื้อพิเศษที่ยิ่งอร่อยขึ้นเมื่อมองสายฝนโปรยผ่านกระจก บรรยากาศเหล่านี้ล้วนทำให้การออกจากบ้านในวันที่ฟ้าหม่นดูคุ้มค่ากว่าที่คิด
บทความนี้อ้างอิงจากลิสต์ของ Koktail Kuisine สัปดาห์นี้เราขอแนะนำ 7 ร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่นทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่เหมาะสำหรับหลบฝน เติมพลัง และเปลี่ยนวันอากาศมืดครึ้มให้กลายเป็นอีกหนึ่งมื้อพิเศษที่น่าจดจำ เพราะบางครั้งเสียงฝนที่ตกอยู่ข้างนอก ก็อาจเป็นส่วนผสมสำคัญที่ทำให้อาหารมื้อนั้นอร่อยขึ้นกว่าทุกวันก็ได้

Restaurants
8 ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่ตอบโจทย์วันพักผ่อนสบายๆ
ด้วยจำนวนร้านอาหารมากมายในกรุงเทพฯ หลายคนอาจคิดว่าการหามื้อสบายๆ คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่เอาเข้าจริง เมืองนี้ก็เต็มไปด้วยจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ จนบางครั้งสิ่งที่ยากที่สุดกลับเป็นการหาร้านที่ทำให้เราอยากนั่งนานๆ ปล่อยเวลาไหลไปช้าๆ พร้อมอาหารดีๆ และบรรยากาศที่ชวนผ่อนคลายจริงๆบทความนี้อ้างอิงจากลิสต์ของ Koktail Kuisine รวบรวม 8 ร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่เหมาะสำหรับวันชิลๆ หรือมื้อเย็นสบายๆ ทั้งอาหารหน้าตาน่ากิน บรรยากาศเป็นกันเอง และคอนเซปต์ที่มีเสน่ห์แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวส่วนตัว วัฒนธรรม หรือไอเดียการเสิร์ฟอาหารที่ทำให้ทุกมื้อรู้สึกสนุกกว่าที่คิด

Restaurants
15 ร้านอิซากายะในกรุงเทพฯ เหมาะสำหรับการสังสรรค์หลังเลิกงาน
หลายๆ คนคงเคยได้ยินชื่อร้านอิซากายะกันอยู่บ่อยๆ ‘อิซากายะ’ (Izakaya) คือ ร้านกินดื่มสไตล์ญี่ปุ่นที่เปรียบเหมือนพื้นที่สำหรับการพักผ่อนหลังเลิกงาน ให้ผู้คนได้นั่งกินอาหาร จิบเครื่องดื่ม และใช้เวลาพูดคุยกับเพื่อนหรือคนรู้ใจในบรรยากาศสบายๆ ซึ่งปัจจุบันในกรุงเทพฯ ก็มีร้านอิซากายะเปิดใหม่มากมาย แต่ละร้านต่างก็มีสไตล์และเสน่ห์เฉพาะตัว ตั้งแต่ร้านเล็กๆ ฟีลโลคอลญี่ปุ่น ไปจนถึงร้านสไตล์โมเดิร์นที่เพิ่มลูกเล่นให้เหมาะกับสายแฮงเอาต์ยุคใหม่
อิรัชชัยมาเสะ! วันนี้เราเลยอยากพาไปเปิดวาร์ปร้านอิซากายะบรรยากาศดี ที่ให้ฟีลเหมือนได้นั่งกินอยู่กลางญี่ปุ่นจริงๆ ทั้งการตกแต่งร้าน แสงไฟอบอุ่น เสียงเพลงคลอๆ รวมถึงอาหารญี่ปุ่นที่จัดเต็มทั้งเมนูเสียบไม้ ซาชิมิ ของกินเล่น และเครื่องดื่มแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะอยากหาที่นั่งผ่อนคลายหลังวันเหนื่อยๆ นัดสังสรรค์กับเพื่อน หรือมองหาร้านดินเนอร์บรรยากาศดี ลิสต์นี้ก็มีให้เลือกครบทุกสไตล์

Bars
7 ร้านอาหารและบาร์ไทยเทสรอบกรุง ที่มีอาหารและดนตรีดีๆ เป็นส่วนประกอบ
คำว่า ‘ไทยเทส’ (Thai Taste) ในพจนานุกรมของนักท่องราตรีและสายกินยุคนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนั่งในร้านอาหารประดับลายกนกหรือเปิดเพลงบรรเลงขิมแผ่วๆ อีกต่อไป แต่มันคือศาสตร์และศิลป์แห่งการใช้ชีวิตของคนเมืองที่กล้าหยิบจับ ความโลคอลรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสตรีตฟู้ดรสจัดจ้านข้างทาง คลังแผ่นเสียงเพลงลูกกรุง-หมอลำเก่าเก็บ หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิตในตรอกซอกซอยอันวุ่นวาย มาปัดฝุ่นและมิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ จนเกิดเป็นคอมมูนิตี้แฮงเอาต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบที่ไม่เหมือนใคร
สิ่งที่ทำให้พิกัดเหล่านี้มีเสน่ห์จนเราต้องตกหลุมรัก คือการที่พวกเขาไม่ได้เสิร์ฟแค่ อาหารดีๆ ที่ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบและรสมือมาอย่างประณีตเท่านั้น แต่ยังมี ‘ดนตรี’ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนค่ำคืน ตั้งแต่เสียงสแครตช์แผ่นเสียงหมอลำ จังหวะโยกสนุกสนานแบบเร้กเก้-สการ์ ไปจนถึงท่วงทำนองเพลงไทยเดิมและแจ๊สบาร์สุดโรแมนติก
วันนี้เราเลยขออาสาพาทุกคนปักหมุดไปกับ 7 ร้านอาหารและบาร์ไทยเทสร่วมสมัย ที่รับประกันเลยว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นสายกินดื่มตัวยงหรือคอเพลงตัวจริง บรรยากาศของร้านเหล่านี้จะทำให้คุณต้องอยากกลับไปซ้ำอีกหลายๆ รอบแน่นอน

Things to do
รวม 7 เมนูคาวหวานและสารพัดความครีเอทีฟ ที่คนรักทุเรียนต้องโดน
ถึงหน้าร้อนแบบนี้ทีไร ‘ทุเรียน’ ก็มักกลับมาครองตำแหน่งผลไม้ที่คนรักก็รักสุดใจ ส่วนคนที่ไม่อินก็อาจขอเดินหนีให้ไกลที่สุด แต่สำหรับสายทุเรียนตัวจริง ฤดูนี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการออกตามหาเมนูใหม่ๆ ที่หยิบราชาแห่งผลไม้มาต่อยอดได้มากกว่าการกินสด ทั้งอาหารคาว ของหวาน และสารพัดเมนูสร้างสรรค์ที่ดึงทั้งกลิ่น เนื้อสัมผัส และรสเฉพาะตัวของทุเรียนออกมาได้อย่างน่าสนใจ ลิสต์นี้เลยรวม 7 เมนูและสรรพสิ่งอินสไปร์จากทุเรียน ที่อ่านแล้วอาจทำให้คุณอยากตามไปลองกัน!

Things to do
6 ร้านน่าลองย่านอารีย์ ปี 2569 ย่านที่มีแต่อะไรดีๆ เกิดขึ้นทุกวัน
ขอยกให้อารีย์เป็นหนึ่งในย่านที่จำนวนร้านเปิดใหม่แปรผันตรงกับจำนวนปี เพราะมีร้านใหม่มาให้เช็กอินแทบทุกซีซั่น ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ ร้านเสื้อผ้า โรงแรม หรือแม้แต่บาร์เบอร์หลากหลายสไตล์ ซึ่งคับคั่งไปด้วยคุณภาพ และร้านต่างๆ ในย่านนี้ก็อาจเป็นร้านโปรดของใครหลายๆ คน รวมถึงตัวผู้เขียนเองด้วย
คำว่า ‘สำรวจย่านอารีย์’ คงไม่ดูเกินจริง เพราะทั้งซอยอารีย์เหนือและอารีย์ใต้ มีร้านมากมายให้เราเพิ่มหมุดหมายใหม่ได้ทุกครั้งที่มาเยือน รอบนี้เราอยากพามาสำรวจร้านและคาเฟ่ฉบับอัปเดตทั้งเก่าและใหม่ ประจำปี 2569 ให้ทุกคนได้อิ่มหนำสำราญกัน

Restaurants
รวมคาเฟ่เปิดใหม่รอบกรุงเทพฯ ในปี 2569
‘กาแฟอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเดินเข้าร้าน แต่คอมมูนิตี้คือเหตุผลที่ทำให้เราอยากกลับมา’
กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง ปีที่แล้วเราเคยพา คุณวา-ธนรรณพ เอี่ยมสุนทร คิวเรเตอร์ด้านคาเฟ่ผู้มีเรดาร์ตรวจจับสเปซเท่ๆ ทั่วกรุงเทพฯ มาเปิดลายแทงจนสายฮอปปิ้งตามเก็บกันแทบไม่ทัน จนมาถึงปีนี้ เราต่อสายตรงหาเขาอีกครั้งเพื่ออัปเดตร้านใหม่ๆ เพราะดูเหมือนว่า ‘แค่กาแฟดี’ จะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของคนเมืองในปีนี้อีกต่อไป
‘ผมรู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นทุกครั้งครับ เหมือนได้กลับไปสำรวจเมืองใหม่อีกรอบ แต่ละร้านที่ไปมันให้บทสนทนาและไอเดียใหม่ๆ ที่ช่วยรีเฟรชไฟในการทำงานให้เราได้ดีมาก’
คุณวาพูดเกริ่นกับเราก่อนจะเริ่มวิเคราะห์เทรนด์ที่เปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ
จาก ‘เทคนิค’ สู่ ‘ไลฟ์สไตล์’ คุณวามองว่าไวบ์ของปีนี้คือการที่คาเฟ่ขยับจากการโชว์ เทคนิคอย่างโปรไฟล์การคั่วหรือลาเต้อาร์ต ไปสู่การสร้างพื้นที่ใช้ชีวิต ที่เชื่อมต่อกับคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ที่ผ่านมาเราได้เห็น cafe for runner, matcha cafe หรือสเปซที่มีพื้นที่เวิร์กช็อปอย่างชัดเจนขึ้น คาเฟ่ยุคนี้ไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่ม แต่เขากำลังขาย worldview และสร้างความรู้สึกร่วมให้กับผู้คน
เมื่อเราถามว่าปีนี้ทำไมอาหาร หรือกระทั่งเมนูขนมอบและกิจกรรมต่างๆ ถึงกลายเป็นหัวใจหลัก คุณวาให้คำตอบที่คมคายว่า ‘กาแฟดีคือแกนหลักที่ทำให้คนเดินเข้าร้าน แต่เมนูคราฟต์อย่าง ซาวโดว์โฮมเมด หรือกิจกรรมอย่าง run club และงานดีไซน์ คือเครื่องมือที่ทำให้คน อยากกลับมา สิ่งเหล่านี้ทำให้ร้านมีเรื่องเล่า และเปลี่ยนคาเฟ่ให้กลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมย่อยในแต่ละย่าน’
คนยอมจ่ายเพื่อ เวลา และ ตัวตน ในปีที่คนเมืองเริ่มเหนื่อยล้ากับโลกโซเชียลที่ต้องคอยโพสต์รูปสวยๆ คุณวาสังเกตเห็นจุดเปลี่ยนสำคัญว่า ในปีนี้คนจะยอมจ่ายแพงขึ้นไม่ใช่แค่เพื่อรูปถ่าย แต่เพื่อ เวลาที่มีคุณภาพและ พวกเขาจ่ายเพื่อโต๊ะที่นั่งสบาย หรือได้เจอกับคอมมูนิตี้ที่ทำให้เขารู้สึกว่านี่แหละคือที่ของเรา
และนี่คือ 20 พิกัดคาเฟ่ประจำปี 2026 ที่คุณวาคัดมาให้เน้นๆ เรียงลำดับจากความฮอตและคาแรกเตอร์ที่โดดเด่น เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไปค้นหา คอมมูนิตี้ที่ใช่ของคุณไปพร้อมกันได้เลย!

Restaurants
หนีไปคลายร้อนกับ 10 บาร์น้ำผลไม้ที่ดีสุดทั่วกรุงเทพฯ
ดูเหมือนว่าสมรภูมิความสดชื่นในกรุงเทพฯ ปีนี้จะเดือดทะลุปรอทกว่าปีไหนๆ เพราะเหล่าบาร์น้ำผลไม้ไม่ได้เป็นแค่ซุ้มเครื่องดื่มทางเลือกอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น ‘Lifestyle Destination’ ที่กระจายตัวอยู่ทุกทั่วกรุง ตั้งแต่คอมมูนิตี้มอลล์สุดฮิปไปจนถึงใจกลางย่านธุรกิจ ทั้งการกลับมาของเทรนด์ดูแลตัวเองในปี 2569 นี้ ทำให้แต่ละร้านไม่ได้ประชันกันแค่เรื่องรสชาติ แต่ยังงัดไม้ตายทั้งความคุ้มค่า ดีไซน์แก้วที่ต้องถ่ายรูปอวด และสารอาหารแบบเน้นๆ มาใส่ไว้ในทุกออเดอร์ ครั้งนี้ Time Out จึงขอรวบรวมเหล่าแลนด์มาร์ค 10 บาร์น้ำผลไม้ความสดชื่นที่คัดมาแล้วว่าอร่อยจริง ได้สุขภาพจัง และเป็นตัวช่วยชั้นดีที่จะทำให้คุณผ่านพ้นวิกฤตความร้อนนี้ไปได้อย่างมีสไตล์

Restaurants
10 ร้าน brunch ที่เหมาะสำหรับยามสายในวันอาทิตย์
เราว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่จริงจังกับบรันช์ไม่น้อย จากการคัดสรรร้านต่างๆ ทั่วทุกมุมเมือง จะเห็นได้ว่าร้านเหล่านี้เอาจริงเอาจังกับทั้งเมนูที่รังสรรค์ขึ้นอย่างตั้งใจ และบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่แปลกใหม่ที่ชวนค้นหา อาคารพาณิชย์เก่าแก่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ คาเฟ่ที่มีกลิ่นอายนิวยอร์ก จานอาหารที่ชวนให้หวนนึกถึงความทรงจำ หรือแม้แต่เสียงดนตรีบลูส์จากนิวออร์ลีนส์ที่ช่วยเติมเต็มบรรยากาศของมื้อสายให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ไม่ว่าคุณจะอยากให้วันอาทิตย์เป็นเพียงวันสบายๆ ที่เติมเต็มด้วยอาหารดีๆ เป็นวันที่ตั้งใจออกไปตามล่าร้านบรันช์ใหม่ๆ ทั่วกรุง หรือเป็นวันสำหรับครอบครัวที่อยากชวนใครสักคนออกไปใช้เวลาร่วมกัน และแต่งแต้มวันธรรมดาให้กลายเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ
และนี่คือ 10 ร้านบรันช์ทั่วกรุงเทพฯ ที่เราอยากชวนให้ทุกคนไปดื่มด่ำ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไปในร้าน ไปจนถึงคำสุดท้ายในจาน ที่อาจเปลี่ยนวันอาทิตย์ธรรมดาของคุณให้กลายเป็นวันพิเศษโดยไม่รู้ตัว

Restaurants
10 ร้านติ่มซำในกรุงเทพฯ ที่ Time Out คัดมาแล้วว่าดี
ในกรุงเทพฯ วงการติ่มซำมีค่อนข้างหลากหลาย ทั้งแนวต้นตำรับคลาสสิก แนวทดลองเชิงสร้างสรรค์ หรือค่อนไปทางแนวหรูหราระดับภัตตาคาร แต่เคยคิดกันเล่นๆ ไหมว่าบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวกับติ่มซำ มักทำให้ทุกมื้อเต็มไปด้วยความรู้สึกพิเศษที่ซ่อนอยู่เสมอ บางคนอาจนิยมกินติ่มซำกันช่วงสาย หรืออยากนั่งชิลกินกันช่วงเที่ยง นั่นก็เพราะติ่มซำไม่ใช่แค่ของกิน แต่มันคือพิธีกรรมแห่งการกินไปแล้ว
อยากให้ลองนึกภาพโต๊ะในร้านติ่มซำที่เต็มไปด้วยเข่งไม้ไผ่ อุ่นไอชา กลิ่นหอมละมุน คลอเสียงคุยกันเบาๆ และเสียงตะเกียบที่คอยแย่งชิงติ่มซำคำอร่อยๆ เหล่านี้คือร้านที่ Time Out เห็นว่าควรค่าแก่การลิ้มลอง
บทสัมภาษณ์ล่าสุด

Restaurants
เมื่อ ‘ศาลาเสน่หา’ เปลี่ยนการดูหนังให้กลายเป็นเรื่องของความรัก
เราเดินทางมาถึงถนนเดโชในช่วงบ่าย แดดยังคงแรงกล้าอยู่ภายนอกทว่าความกดอากาศที่เริ่มลดต่ำลงเป็นสัญญาณเตือนว่าสายฝนกำลังจะมา
มันเป็นเรื่องแปลกอยู่สักหน่อยที่เรามาถึงก่อนเวลาเปิดร้าน จึงถือโอกาสมุดผ่านประตูด้านหลังแล้วก้าวขึ้นบันไดไปยังบาร์ไวน์ ซึ่งมีโรงภาพยนตร์ขนาดกะทัดรัดซ่อนตัวอย่างลงตัวอยู่ที่ชั้นบน การมาถึงในลักษณะนี้ หากเป็นในภาพยนตร์คงต้องเคล้าด้วยเสียงดนตรีเครื่องสายที่ค่อยๆ ดังขึ้นพร้อมเทคนิคภาพสโลว์ซบตา แต่สำหรับที่นี่ สิ่งที่ต้อนรับเรากลับเป็นไวน์เย็นๆ สักแก้วและกลิ่นอายจางๆ ของไม้ปาร์เกต์สุดคลาสสิก
และนั่น... คือคอนเซปต์ทั้งหมดของสถานที่แห่งนี้
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ในยุคสมัยที่โรงภาพยนตร์อิสระทั่วเมืองกรุงกำลังค่อยๆ ปิดไฟมืดลงและทยอยหายไปอย่างเงียบเชียบ วะนา-ณัฐชนน วะนา, เมี่ยง-ภัคพล ศรีรองเมือง และ ดิตถ์ ธนะเศรษฐวิไล กลับเลือกที่จะเดินสวนกระแส พวกเขานำสิ่งที่ตัวเองรัก ทั้งภาพยนตร์ ไวน์ อาหาร และหนังสือ มารวมกันไว้ในตึกเก่าอายุราว 70 ปี โดยมีกลุ่มเพื่อนพ้องกว่าสิบชีวิตจากแวดวงบันเทิงและศิลปะมาร่วมแรงร่วมใจ
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ‘ศาลาเสน่หา’ สถานที่ที่สร้างขึ้นจากความเชื่ออันแสนคลาสสิกที่ว่า การตีตั๋วออกไปดูหนังนอกบ้าน ควรเป็นเรื่องของความโรแมนติกอีกครั้ง
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
เราพบกับพวกเขาทั้งสามคนที่ชั้นบนบริเวณโซนร้านหนังสือ นั่งลงบนเก้าอี้ท่ามกลางงานไม้ ในขณะที่แสงบ่ายลอดผ่านทิวไม้ภายนอกลงมาทาบทับบนพื้นห้อง ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณบ่ายสองโมงพอดี
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ตึกเก่าที่มีหลายชีวิตในอดีต
พวกเขามีเงื่อนไขที่ค่อนข้างพิถีพิถันและชัดเจน ตัวร้านจะต้องไม่รบกวนชุมชนดั้งเดิมที่ตั้งรกรากอยู่ก่อนแล้ว และมันต้องเป็นพื้นที่ที่สามารถดึงดูดให้ผู้คนทอดน่องอยู่ได้นานถึงสามสี่ชั่วโมง ไม่ใช่สถานที่ที่คุณแค่แวะมาทำธุระแล้วรีบจากไป แต่เป็น ‘ห้องนั่งเล่นทางวัฒนธรรม’ ที่คุณพร้อมจะทิ้งตัวจมดิ่งลงไปกับมัน
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Seneha
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
โครงสร้างของตึกนี้ตอบรับความทะเยอทะยานดังกล่าวได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยอายุกว่า 70 ปี (และถ้านับอายุของที่ตั้งก็ยาวนานกว่านั้นอีก) ตึกนี้เคยสวมบทบาทมาแล้วมากมาย ตั้งแต่บ้านพักอาศัยของครอบครัวหนึ่งนานกว่าสามทศวรรษ คลินิก ร้านขายยา ร้านขายของเก่า มาจนถึงร้านเครื่องประดับ
“ตอนที่เรามาดูตึกนี้ครั้งแรก เราใช้เวลาเดินดูแค่ 15 นาที แล้วก็รู้เลยว่า... ใช่ ที่นี่แหละ”
ร่องรอยในอดีตยังคงมีให้เห็นหากคุณสังเกตดีๆ เช่น ลิฟต์ขนเพชรพลอยโบราณ และห้องเซฟนิรภัยซึ่งปัจจุบันถูกเปลี่ยนหน้าที่ไปเก็บขวดไวน์ได้อย่างมีเสน่ห์ ทั้งสามคนตั้งใจแน่วแน่ว่าจะรักษาอดีตเหล่านี้ไว้ให้ได้มากที่สุด ไม้ปาร์เกต์ดั้งเดิม เฉดสีบนกำแพง หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์ ถูกเก็บรักษา ซ่อมแซม และปล่อยให้เป็นไปตามกาลเวลา
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ทาง Godmother Studio เป็นผู้ดูแลเรื่องสถาปัตยกรรม และลายเซ็นที่ชาญฉลาดที่สุดของพวกเขาอยู่เหนือศีรษะเราขึ้นไป ทีมสถาปนิกนำรูปทรงของกันสาดเพดานเก่ามาตีความใหม่ ให้กลายเป็นห้องอาหารที่มีความโค้งมนละมุนตา ดูเหมือนเปลือกหอยที่ราบรื่นและมีเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว เราตกหลุมรักมันทันทีที่เห็น รูปทรงประติมากรรมอันจัดจ้านที่ซ่อนตัวอยู่ใต้โครงหลังคาของตึกเก่าคร่ำคร่าขนาดนี้ เป็นการจับคู่ที่สร้างความประหลาดใจอย่างเงียบเชียบ และความประหลาดใจนั้นเองคือเสน่ห์ที่แท้จริง
ไวน์ที่จดจำสถานที่
ถัดมาคือเรื่องของไวน์ ซึ่งพวกเขาจริงจังไม่แพ้โปรแกรมฉายหนัง วะนาดูแลบาร์อีกสามแห่งอยู่แล้ว (ซึ่งได้แก่ no bar wine bar, Khaoya Archive และ Salon Kiku) และเขาหลงใหลในศาสตร์นี้มากจนถึงขั้นไปเรียนต่อด้านนี้อย่างเอาจริงเอาจัง โดยมีเขาและดิตถ์ร่วมกันดูแลเรื่องเครื่องดื่มของที่นี่ วะนากล่าวว่า ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับการหวนระลึกถึงความหลัง ส่วนเมี่ยงเสริมว่า เพื่อนของเขาคนนี้ไม่มีวันบอกคุณหรอกว่าเขาชอบไวน์ขวดไหนที่สุด เพราะคำตอบมักจะขึ้นอยู่กับอารมณ์หรือห้วงเวลาที่คุณกำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนั้นมากกว่า
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ดังนั้น บาร์จึงถูกหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ภาพยนตร์ แทนที่จะวางแยกไว้ข้างๆ จุดประสงค์คือการผลักดันให้ภาพยนตร์ก้าวข้ามผ่านแค่ภาพและเสียง ไปสู่รสชาติและกลิ่นสัมผัส คุณสามารถถือแก้วไวน์เข้าไปในโรงภาพยนตร์ได้ ซึ่งภายในจัดวางด้วยที่นั่งแบบนุ่มและโต๊ะตัวเล็ก โดยพื้นที่สามารถปรับเปลี่ยนเลย์เอาต์ได้ตามความเหมาะสมของกิจกรรมในแต่ละสัปดาห์ การจับคู่ ระหว่างหนังและไวน์นั้นผ่านกระบวนการคิดมาอย่างละเอียด ‘มีหนังหลายเรื่องมากครับที่เราดูปุ๊บ แล้วคิดขึ้นมาทันทีว่ามันควรจะดื่มคู่กับไวน์ตัวไหน’ วะนาเล่า ‘บางครั้งมีเมนูอาหารที่เชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องในหนังที่คุณสามารถสั่งมาทานได้ด้วย’ ส่วนดิตถ์มองในมุมของตัวแปรที่ต่างออกไป นั่นคือสภาวะอารมณ์ของผู้ชมยามที่มาถึง
“ความรู้สึกตอนที่คุณกำลังกรึ่มๆ กับตอนที่สติครบถ้วน สามารถเปลี่ยนวิธีที่คุณมองหนังเรื่องหนึ่งไปเลยนะ”
‘มันอาจจะทำให้หนังสนุกขึ้น หรือไม่ก็ดูไม่รู้เรื่องไปเลย มันขึ้นอยู่กับว่าหนังเรื่องนั้นเล่าเรื่องเกี่ยวกับอะไร’
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ด้านอาหารก็ใช้สัญชาตญาณเดียวกัน ในช่วงกลางวัน พื้นที่ชั้นล่างจะเสิร์ฟชาจีนกลิ่นหอมกรุ่น ทว่าเมื่อราตรีมาเยือน มันจะกลายร่างเป็นบาร์ที่มีไวน์กว่า 2,000 ฉลากจากทั่วทุกมุมโลก โอบล้อมด้วยราวผ้าม่านวงกลมขนาดใหญ่ที่ห้อยลงมาจากกึ่งกลางเพดาน งานดีไซน์ที่ช่วยทลายความแข็งของโครงสร้างตึก และเมื่อเคล้ากับเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า มันช่วยขับเน้นแสงไฟให้มีมิติอย่างปฏิเสธไม่ได้ ส่วนเมนูอาหารเน้นความอบอุ่นเรียบง่ายมากกว่าการโชว์เทคนิคซับซ้อน ทานง่าย อยู่ท้อง มีกลิ่นอายความเป็นไทย และปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลหรือเทศกาลภาพยนตร์ โดยมีการวางแผนเมนูล่วงหน้าถึงสองเดือน
ในเดือนกรกฎาคมนี้ พวกเขามีนัดสำคัญ ภาพยนตร์ระทึกขวัญล้างแค้นของผู้กำกับ ‘เป็นเอก รัตนเรือง’ เรื่อง ครัวสาว (Morte Cucina) เรื่องราวความแค้นอันเยือกเย็นที่ซ่อนอยู่ในอาหารจานโปรด กำลังจะเข้าฉาย และตลอดโปรแกรมนี้ ทางครัวจะรังสรรค์เมนูสุดพิเศษเพื่อเสิร์ฟคู่กัน เพื่อให้อาหารบนโต๊ะและอาหารบนจอบรรเลงทำนองตอบรับซึ่งกันและกัน
Photograph: Sala SanehaMorte Cucina
เสียงที่เป็นตัวของตัวเอง
ถึงแม้จะพูดเรื่องมู้ดแอนด์โทนเป็นหลัก แต่เมี่ยง ผู้รับหน้าที่ดูแลตารางฉาย ยืนยันหนักแน่นว่าที่นี่ไม่ใช่เทวสถานสำหรับภาพยนตร์ที่ดูยากจนเกินไป หนังอาร์ตเฮาส์และหนังคลาสสิกน่ะมีแน่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ตารางฉายจะปรับเปลี่ยนตามบรรยากาศ เวลา และอารมณ์ของผู้คนในวันนั้นๆ
“เราชอบพื้นที่ที่อุทิศตนให้กับอะไรบางอย่าง และเราอยากให้โรงหนังแห่งนี้มีเสียงที่เป็นตัวของตัวเอง”
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
‘มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อล่าเงินทุนอย่างเดียว มันไม่ได้เกี่ยวว่าจะเป็นหนังอินดี้หรือไม่ แต่มันคือเรื่องของความหลากหลาย’ ด้วยความที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน เมี่ยงรู้ดีว่าเส้นทางของคนทำหนังหน้าใหม่หรือผู้เริ่มต้นนั้นยากลำบากเพียงใด ดังนั้น ส่วนหนึ่งของรอบฉายจะถูกกันไว้ให้กับผู้กำกับรุ่นใหม่และคนทำหนังหน้าใหม่ที่เพิ่งมีผลงานชิ้นแรก รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้กับศิลปินได้ถ่ายทอดผลงานและทัศนศิลป์ โดยหวังว่าจะทำให้หมุดหมายแห่งนี้เป็นมากกว่าแค่ ‘สถานที่’ แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนจะได้มาปะทะสังสรรค์กับชีวิตในหลากหลายรูปแบบพร้อมๆ กัน
เราถามทิ้งท้ายว่า พวกเขาไม่กลัวหรือว่าทุกอย่างอาจจะพังครืนและไม่สามารถประคับประคองไปด้วยกันได้ เมี่ยงตอบโดยไม่ลังเล ‘ศาลาเสน่หารวมสองสิ่งที่เราหลงใหลเข้าไว้ด้วยกันครับ ต่อให้เราถอยออกมามองในฐานะคนนอก เราก็ยังอยากให้ที่นี่อยู่ไปนานๆ เพราะเราคิดว่าพื้นที่แบบนี้มันจำเป็นสำหรับเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ’ ความฝันของพวกเขา ทั้งเรียบง่ายทว่ายิ่งใหญ่ในคราวเดียว ก็คือการได้เห็นผู้คนก้าวเท้าออกจากบ้าน แล้วมานั่งรวมตัวกันในความมืดอีกครั้ง และหวังว่าสิ่งนี้จะจุดประกายให้คนอื่นๆ ในพื้นที่อื่น ลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ห้องนั่งเล่นเล็กๆ แบบนี้ในชุมชนของตัวเองบ้าง
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
Photograph: Lalitphat BumrungkarnSala Saneha
ร้านหนังสือที่เรานั่งคุยกันก็ทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน มันคือห้องสมุดขนาดย่อมที่รวบรวมหนังสือที่ได้รับบริจาคจากผู้ก่อตั้งและกลุ่มเพื่อนสนิท ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการเมือง สังคม ไปจนถึงศิลปะ บนชั้นไม้จัดวางสลับกับผลงานศิลปะหมุนเวียนจากศิลปินชื่อดัง โดยมีหนังสือจากสำนักพิมพ์ Vacilando Bookshop และ shortshorts.bkk ร่วมอวดโฉมอยู่บนแผงด้วย
Photograph: Daniel McFadden / Sony Pictures Classics / EverettWhiplash (2014)
หากสถานที่แห่งนี้เป็นภาพยนตร์สักเรื่อง พวกเขาทั้งสามคนเห็นพ้องต้องกันว่ามันคือเรื่อง Whiplash (2014) ไม่ใช่เพราะความโหดร้ายทารุณในเนื้อเรื่องหรอกนะ แต่เป็นเพราะความเข้มข้นของการลงมือสร้างสรรค์มันขึ้นมา และยิ่งไปกว่านั้น มันคือการเฉลิมฉลองให้กับสิ่งที่คุณเชื่อมั่น...เชื่ออย่างเข้าเนื้อและลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ
ตอนที่เราเดินออกมา แสงแดดบ่ายได้ลบเลือนไปจากพื้นห้องแล้ว แทนที่ด้วยกลุ่มก้อนของเมฆฝน และใครบางคน จากที่ไหนสักแห่งในตึก... เริ่มต้นเปิดขวดไวน์แล้ว

Music
บันทึกทศวรรษของสองปลา ‘Whal & Dolph’ การเดินทางจากเพลงรักรสขม สู่คอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งที่ 3
‘ดนตรีนมเย็น เนื้อเพลงอเมริกาโน่’
ประโยคนี้อาจเป็นคำอธิบาย ‘Whal & Dolph’ ที่ชัดที่สุดในความทรงจำของใครหลายคน
ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา วงอินดี้ป็อปดูโอ้อย่าง Whal & Dolph ค่อยๆ แหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรของวงการเพลงไทย ภายใต้ท่วงทำนองนุ่มๆ และดนตรีสีพาสเทลแบบที่หลายคนคุ้นเคย บทเพลงของพวกเขามักซ่อนเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ทั้งขมปร่าและเปราะบางเอาไว้เสมอ เหมือนเพลงรักที่ฟังง่าย แต่กลับแทงใจดำแบบไม่รู้ตัว แต่ขณะเดียวกันเมื่อทั้งคู่ทำเพลงรัก ก็สามารถเล่ามันออกมาได้จริงใจจนยากที่จะไม่รู้สึกอะไรตาม
จากวันที่เริ่มต้นในฐานะวงเล็กๆ เติบโตมาพร้อมซีนอินดี้ วันนี้ ‘น้ำวน-วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ’ และ ‘ปอ-กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ’ กำลังจะพา Whal & Dolph เดินเข้าสู่ปีที่ 10 พร้อมคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 3 และเป็นคอนเสิร์ตอะคูสติกเต็มรูปแบบครั้งแรกของวง บทสนทนาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคอนเสิร์ตใหม่ แต่อาจเป็นเหมือนการชวนย้อนมองการเดินทางเกือบหนึ่งทศวรรษของทั้งคู่ ผ่านบทเพลง ความสัมพันธ์ และการเติบโตของคนสองคนที่ยังคงรักการทำดนตรีเหมือนวันแรกที่เริ่มต้น
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 3 ทำไมถึงเลือกเล่าเรื่องผ่านซาวด์อะคูสติก?
ปอ: เพราะว่าเราทำแบบไม่อะคูสติกมาแล้วสองครั้ง มันเริ่มมาจากเราไปเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่แล้ว ซึ่งมันมีเซตอะคูสติกอยู่ช่วงกลางของคอนเสิร์ต เราเลยรู้สึกว่า เห้ย.. มันงดงามจังเลย ถ้าเอาส่วนนั้นมาขยายให้เป็นโชว์เต็มๆ ทั้งโชว์มันจะเป็นยังไงนะ ก็เลยเป็นที่มาของคอนเสิร์ตนี้ครับ
น้ำวน: พูดถ้าพูดจริงๆ เลยคือค่ายอยากดูครับ (หัวเราะ) เขาดู session นั้นแล้วประทับใจมาก ก็เลยอยากเห็น เราสองคนก็สนใจด้วยและคิดว่าคนดูน่าจะอยากดูไปพร้อมกัน
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
ปีนี้ Whal & Dolph กำลังจะครบรอบ 10 ปี พอมองย้อนกลับไป ทั้งสองคนรู้สึกอย่างไรกับเส้นทางที่ผ่านมา?
น้ำวน: จริงๆ ก็รู้สึกแป๊บเดียวเลยครับ ยังรู้สึกกันว่าเหมือนเพิ่งทำกันอยู่เลย ทุกวันนี้ก็รู้สึกยังสนุกอยู่
แล้วก็ถ้าจะรู้สึกจริงๆ ว่าวงเราผ่านมา 10 ปี ก็ขอพูดถึงแฟนเพลงแล้วกันครับ มันจะมีช่วงแรกนะที่เราทำวงแล้วก็มีคนมาตามที่หน้าเวที จนถึงทุกวันนี้ผ่านมาจะสิบปีแล้วยังมีคนหน้าเดิมตั้งแต่วันแรกมาเลย
ปอ: เขาก็เริ่มมีอายุมากขึ้น เราก็เริ่มมีอายุมากขึ้น
น้ำวน: อันนั้นคือข้อเท็จจริงนะ (หัวเราะ)
ปอ: หลายๆ คนที่เราเจอตั้งแต่เขาเป็นนักเรียน ทุกวันนี้ก็ทำงานแล้ว บางคนมาทำงานกับเราก็มี
แฟนคลับเราบางคนตอนนี้ก็เป็นศิลปินด้วยนะ ต้องใช้คำว่าเติบโตไปด้วยกัน ภูมิใจไปด้วยกันครับ
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
‘Whal & Dolph Shine Rain Acoustic Concert’ ทำไมต้องชายเลน?
ปอ: ตอนแรกเรายังคิดไม่ออกว่าจะเอาชื่อคอนเสิร์ตไหนดี แต่มีวันหนึ่งเราไปเล่นที่เชียงใหม่ นั่งกินข้าวกันอยู่แล้วอยู่ดีๆ พี่ท็อปมือเบสก็พูดขึ้นมาว่า ‘เห้ย.. ชื่อชายเลน ป่าชายเลน’
เราเลยคิดว่า คำว่า ‘ชายเลน’ มันดูมีเสน่ห์ดี เราเอามาทำอะไรได้บ้างนะ เราก็เลยคิดว่าถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ‘ไชน์’ (Shine) ก็คือ ‘แสง’ ‘เรน’ (Rain) ก็คือ ‘ฝน’
เราเลยคิดว่ามันก็เหมือนเพลงของเราที่มีทั้งเพลงที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนแดดส่องลงมา แล้วก็มีบางเพลงที่ฟังแล้วก็รู้สึกเหมือนฝนกำลังตกอยู่ เลยคิดว่าเป็นคอนเซปต์ที่ดีครับ
น้ำวน: มันก็ดูเหมาะสมกับวงด้วย อย่างคอนเสิร์ตครั้งแรกเราใช้ชื่อว่า ‘Whal & Dolph Fish Market’ ก็จะเกี่ยวกับตลาดปลา อันที่สอง ‘Whal & Dolph Ocean Park Concert’ ก็ยังอยู่ในมหาสมุทรอีก แล้วพอมาเป็นชายเลนมันดูไทยๆ ดี แต่ก็ยังอยู่ติดทะเลนะ แล้วเหมาะกับพวกเราด้วย เราก็เลยเอามาปรับแก้ให้มันไม่ได้รู้สึกถึงโคลนขนาดนั้น เลยเป็นที่มาของชื่อนี้
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
เมื่อลดทอนทุกอย่างให้เหลือเพียงเสียงร้องกับเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น ซาวด์ของ Whal & Dolph เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง
ปอ: พอถอดเครื่องดนตรีหลายๆ ชิ้นไป หรือบางทีอาจจะไม่ได้ถอดทั้งหมด อาจจะเปลี่ยนจากกีตาร์ไฟฟ้ามาเป็นกีตาร์ที่มันดูอะคูสติกมากขึ้น ผมว่ามันให้ความจริงใจที่เพิ่มขึ้นนะ อย่างเพลง ‘รอให้เธอบอก’ พอมันมาเป็นกีตาร์โปร่งผมว่ามันให้ความรู้สึกที่ออแกนิคขึ้น เหมือนปกติพอฟังไลน์นี้มันอาจจะเหมือนนั่งอยู่ในเมืองใหญ่ แต่พอมันมาเป็นกีตาร์โปร่งมันกลายเป็นเหมือนเรานั่งอยู่ในป่า
น้ำวน: พอเป็นอะคูสติกมันจะมีแค่เนื้อร้องแล้วก็ดนตรีที่มันคลอกันไป โดยที่มันจะไม่ได้เป็นสีสันที่ฉูดฉาดมาก คุณก็จะได้ฟังเนื้อเพลงด้วยอารมณ์แบบนั้นจริงๆ มันจะไม่มีอะไรมาดึงความสนใจมากไปกว่าการมีดนตรีแล้วก็มีเนื้อร้อง
ปอ: วิธีการร้องและวิธีการเล่นมันก็ไม่เหมือนกันด้วย สมมติปกติเลเวลในการร้องออกไปในโชว์เต็มๆ อาจจะต้องใช้พลังในการร้อง 80%
แต่อะคูสติกอาจจะใช้พลัง 80-90% แต่มันจะมีช่วงที่เบาก็เบาเลย ดังก็ดังเลย แต่โชว์ปกติช่วงที่เบามันก็ไม่ได้เบามาก เพราะฉะนั้นมันจะเห็นถึงอารมณ์ที่ชัดเจนขึ้น บางเพลงผมอาจจะต้องหลบเสียงหรือร้องให้เบาลง เพราะถ้าร้องดังแล้วดนตรีมันเบา มันก็จะไม่พอดี อะคูสติกจะได้เห็นความแตกต่างตรงนั้นซึ่งมันจะไม่เหมือนกับโชว์ปกติ
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
ซิงเกิ้ลใหม่ ‘สักวันหนึ่ง’ เพลงที่มีกลิ่นอายโซลและกรูฟแตกต่างจากเพลงก่อนๆ
ปอ: สักวันหนึ่ง เป็นเพลงที่เราอยากลองทำดนตรีแบบที่เราฟังอยู่ตอนนี้ ช่วงนี้ต้องบอกว่าเราก็ชอบฟังเพลงโซลมาก อาจจะด้วยวัยที่มันมากขึ้นนิดหน่อยจากเดิม (หัวเราะ) ก็เริ่มหาอะไรที่รู้สึกว่าเราชอบ อยากมีเพลงแบบนี้บ้างในแบบของเรา ก็เลยออกมาเป็นแบบสักวันหนึ่ง พอทำออกมาแล้วก็รู้สึกว่า เออ.. เจ๋งดีเหมือนกันนะ ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน
น้ำวน: เหมือนเราพยายามจะทำเพลงแบบนี้หลายเพลง แต่ก่อนหน้านี้ทำกันเองแล้วเราก็ยังไม่เข้าใจมัน เลยทำออกมาไม่ได้โซลขนาดนั้น แต่เพลงนี้เรามีพี่มดที่เป็น co-producer มาช่วย แล้วเขาก็เก่งด้านนี้ เลยช่วยกันทำออกมาได้อย่างน่าพอใจ
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
‘สักวันหนึ่ง’ เป็นเพลงรักหรือเพลงเศร้า?
ปอ: ผมว่ามันเป็นทั้งสองมุมเลยนะ ในมุมผมความเศร้าของเพลงนี้มันคือการที่คนๆ นึงไม่ถูกมองเห็น อาจจะรู้จัก อาจจะได้เจอกัน แต่ความสุขของเพลงนี้มันก็คือการที่เราได้แอบรู้สึกดี และหวังดีต่อใครสักคนนึง มันเป็นความรู้สึกที่ดีแต่ก็ยังแอบเศร้าอยู่ เพราะเราก็อยากให้เค้ามองเห็นเราเหมือนกัน
‘มันเหมือนเพลงเพลงนึงที่คุณชอบฟัง แต่คุณก็ไม่รู้หรอกว่าเพลงนั้นมันอยู่ตรงนี้มาตลอด’
น้ำวน: ผมว่ามันมีความหวังแล้วกัน มันอยู่สองขาระหว่างระหว่างเศร้ากับไม่เศร้า ฟังแล้วก็รู้สึกว่าเรามีความหวังที่ดีๆ ให้กันแต่สุดท้ายแล้วก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง
อัลบัมใหม่ที่กำลังทำอยู่ แตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง?
ปอ: ปกติอย่างอัลบั้มแรก ‘RAYON’ เราทำทีเดียวเพราะมีของที่เก็บไว้หลายปีตั้งแต่เด็กๆ ส่วนอีพีที่ 2 ก็คือ ‘EP. PAR-K’ เป็นช่วงรอยต่อระหว่างอัลบั้มหนึ่ง เราอยากทำอัลบั้มสองแต่รู้สึกว่าเราต้องปล่อยสี่ตัวนี้ออกมาก่อน
จากนั้นชุดเต็มชุดที่ 2 คือ ‘WILLISHMARA (วิลิศมาหรา)’ มันเป็นช่วงโควิด เราก็ทำตามใจของเรานี่แหละ ส่วนอัลบั้มใหม่เราไม่ได้ปล่อยมาหลายปีแล้วถ้าพูดตรงๆ
อัลบั้มนี้มันเป็นอะไรที่เชื่อมโยงกับพวกผมตอนนี้ ซึ่งจริงๆ ทุกอันมันก็เชื่อมโยงกับพวกเราในตอนนั้น
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
น้ำวน: พอหลังจากวิลิศมาหรามันจะเริ่มทำงานยากขึ้นเพราะเราก็เริ่มทำเพลงมาเยอะขึ้น การทำอัลบั้มจริงๆ แล้วผมตั้งใจอยากทำทีเดียวให้เป็นเรื่องเดียวกัน แต่มันก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ซะทีเดียว ช่วงรอยต่อระหว่างวิลิศมาหราและอัลบั้มใหม่ที่จะถึง มันจะมีซิงเกิ้ลที่จะถูกปล่อยออกมาประมาณ 4-6 เพลง ผมถือว่าเป็นการทดลองของพวกเรา ซึ่งมันก็จะไม่ได้ไปรวมอยู่ในอัลบั้มใหม่
ปอ: ถ้าใครตามเรามาตั้งแต่เด็กจนโตจะรู้ว่าการเติบโตของพวกเรามันอยู่ในบทเพลงทุกเพลงของเราอยู่แล้ว ซึ่งผมเชื่อว่ามันจะมีเพลงอีกหลายเพลงที่เป็นเพลงโปรดของผมที่อยู่ในอัลบั้มนี้แล้วยังไม่ได้ปล่อยออกมา ก็อยากให้รอฟังกันครับ
น้ำวน: แล้วก็หวังว่าทุกคนจะได้เพลงโปรดเพลงใหม่เพิ่มขึ้นนะ
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
วันธรรมดาของสองปลา กับสถานที่โปรดในกรุงเทพฯ ช่วงนี้
น้ำวน: ถ้าโปรดเบอร์หนึ่งเลยคือบ้านครับ ผมชอบอยู่บ้านมากไม่ชอบออกไปเจอคน แต่ว่าถ้าที่โปรดอีกที่หน่ึงที่ไปบ่อยก็คือแม็คโครครับ ชอบไปซื้อของมาทำอาหาร
ปอ: ถ้าเอาตอนนี้อันดับหนึ่งก็คือที่ปีนผา เพราะรู้สึกว่าหลังๆ ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเท่าไหร่ เมื่อก่อนชอบไปเตะบอลกับเพื่อนหรือไปตีแบด แต่หลังๆ เริ่มรวมตัวยากเลยคิดว่าไปคนเดียวก็ได้ รู้สึกว่ายิมปีนผาเป็นที่ฮีลใจของผมตอนนี้
เวลาไป ไปคนเดียว?
ปอ: ไปคนเดียวครับ แต่ก็บางครั้งก็จะมีน้องๆ ติดสอยห้อยตามไป แต่จริงๆ แล้วคนที่ชวนผมไปก็คือ ‘อูปิม ลานดอกไม้’ เขาก็ไปปีนกับผมบ่อยๆ
น้ำวน: เดี๋ยวจบคอนเสิร์ตนี้ผมจะไปลองปีนเขาดู เผื่อผมจะเป็นที่โปรดที่ใหม่บ้าง
ในฐานะศิลปิน ทั้งสองรู้สึกอย่างไรกับการเติบโตของซีนไลฟ์เฮาส์ในกรุงเทพฯ ช่วงที่ผ่านมา
ปอ: ผมมองว่าจริงๆ แล้วไลฟ์เฮาส์มันเป็นที่ที่ดีมากเลยนะ อย่างตอนเราเด็กๆ ช่วงเรียนมหาลัยมันมีไลฟ์เฮ้าส์ในกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้เหมือนตอนนี้ซะขนาดนั้น เราก็เคยเป็นหนึ่งในวงดนตรีเล็กๆ ที่เคยไปเล่นไลฟ์เฮ้าส์พวกนั้น ไปเล่นกันเอง ดูกันเอง ขายบัตรกันเอง แต่ทุกวันนี้กรุงเทพฯ มันไม่เหมือนเดิม เพราะตอนนี้มีลูกค้าที่เป็นแฟนคลับแต่ละไลฟ์เฮ้าส์แล้วมันสวยงาม
เรียกว่าพอแต่ละที่ลงโพสต์ปุ๊บบางทีเขาก็ไม่รู้หรอกว่าวงอะไรจะมาบ้าง แต่คนก็เข้าไปสนับสนุน เปิดใจมากขึ้น ผมรู้สึกว่าความเจ๋งคือมันมีผู้ลงทุน มีโชว์ทุกอาทิตย์ แต่ละอาทิตย์บางที่ในหนึ่งวันมี 5-6 วง ซึ่งเป็นวงใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย แล้วก็มีวงเล็กๆ มาพ่วงด้วยเพื่อที่จะทำให้คนมารู้จักกับศิลปินใหม่ๆ มากขึ้น
น้ำวน: มันเจ๋งนะ อยู่ดีๆ มันก็ค่อยๆ มา มันไม่ใช่แค่เรื่องของแฟนคลับวงแล้ว มันมีกลุ่มแฟนคลับของเขา แล้วไม่ว่าเขาจะเอาวงอะไรมาคนก็จะรอแล้วก็ตื่นเต้น เหมือนไปแล้วเขาก็ได้ความประทับใจกลับบ้าน มันเป็นอุตสาหกรรมที่จะช่วยกันไป วงดนตรีก็จะมีที่ไปเล่นมากขึ้น แล้วพอไลฟ์เฮ้าส์เขาจัดแล้วมันประสบความสําเร็จเขาก็อยากจัดบ่อยๆ เพราะการจัดบ่อยมันก็จะรีเทิร์นกลับมาหาวง วงก็จะถูกจ้างซ้ำไปเรื่อยๆ ผมว่ามันดีนะ
ถ้าให้เลือก 3 ไลฟ์เฮาส์ในกรุงเทพฯ ที่ประทับใจ
ปอ: ที่หนึ่งผมให้ Melt Livehouse ผมว่าเมลท์เป็นไลฟ์เฮ้าส์ที่มาแรงมาก แล้วก็มีงานเกือบทุกวัน เรียกว่าเป็นตัวตึงเลย แล้วพวกเราก็เคยไปมาแล้วทั้งสองที่ (สาขาพระราม 4 และ Cloud 11) ดีทั้งสองที่เลย
น้ำวน: จริงๆ Blueprint Livehouse ผมก็ชอบนะ สถานที่มันเท่ แปลนมันจะเป็นแนวยาวแล้วก็ไม่ได้ใหญ่โตมาก รู้สึกว่าเล่นแล้วก็ได้ใกล้ชิดกับแฟนๆ เหมือนกัน
ปอ: จริงๆ ขอ 4 ที่ได้ไหม (หัวเราะ) เมื่อก่อนมี ‘Decommune’ เดอคอมมูน ก็เป็นที่เท่ๆ แล้วล่าสุดน่าจะเป็น Volume Livehouse ซึ่งก็เป็นไลฟ์เฮ้าส์ที่มาแรงมากๆ ตอนนี้ ส่วนตัวผมเองบางทีก็ไปดูคอนเสิร์ต รู้สึกว่าสถานที่มันดูเป็นไลฟ์เฮ้าส์จริงๆ มีการจัดการที่ดี ซึ่งตอนนี้ก็อยากให้พวกผู้ใหญ่ในวงการหรือคนที่มีทุนทรัพย์ลงทุนกับสิ่งนี้
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
3 เพลง 3 โลเคชันกรุงเทพฯ ในแบบฉบับ Whal & Dolph
ปอ: นี่ผมมีที่นึง ‘บังเอิญ’ กับ ‘Rabbit’s Tale’ ครับ ชื่อภาษาอังกฤษของเพลงบังเอิญชื่อว่า (Rabbit’s Tale) มันเป็นชื่อของสถานที่หนึ่ง ลองไปดูนะครับว่ามันคือที่ไหน ตามชื่อเพลงเลย
ทำไมถึงเป็นที่นี่?
ปอ: เหตุผลคือเพราะว่ามันมีบางอย่างของผมเกิดขึ้นที่นั่นครับมันก็เลยเป็น ‘Rabbit’s Tale’ บอกแค่นี้พอ (ยิ้มกรุ้มกริ่ม)
น้ำวน: ผมเอาเพลง ‘สิ่งที่สวยงาม’ เป็น ‘สวนเบญฯ’ แล้วกัน เคยไปวิ่งที่สวนเบญแล้วก็ฟังเพลงนี้ไปด้วย รู้สึกว่ามันเหมาะกับที่นี่มากเลย รู้สึกว่าบรรยากาศของเพลงกับบรรยากาศของที่นั่นมันเหมาะกัน มีความธรรมชาติ มีแสง
ปอ: เพลงสุดท้าย ‘สักวันหนึ่ง’ สำหรับผมมันจะเป็น ‘ตึกช้าง’ เพราะตอนแต่งเพลงนี้ผมขับรถอยู่แล้วก็ผ่านตึกช้างพอดี มันจะเห็นแสงไฟของเมือง
เพลงนี้มันมีความโซลแบบซิตี้ มีความเป็นเมืองตอนกลางคืน ผมคิดว่าถ้าคนเปิดเพลงนี้ฟังในกรุงเทพตอนกลางคืนเสียงแซ็กโซโฟนมันเหมาะมากเลย
ถ้าต้องเลือกหนึ่งเพลงที่สะท้อนความเป็น Whal & Dolph ในวันนี้ได้ชัดเจนที่สุด
ปอ: ถ้าวันนี้ผมให้เพลง ‘ดีใจรึเปล่า’ แล้วกัน รู้สึกว่ามันมีความเป็น New Era ของ Whal & Dolph ในตอนนี้ มันมีทั้งความชิลแล้วก็มีความหนักแน่นอยู่ในเพลง
เพลงพวกเรามันคือเพลงที่คุณจะคาดเดาไม่ได้ว่ามันเป็นเพลงรักหรือเพลงเศร้า แต่เพลงนี้มันตอบทุกอย่างเลย มีทุกๆ อย่างที่สวยงามของพวกเราอยู่ มีเมโลดี้ที่ผมชอบ มีไลน์กีตาร์ของพี่น้ำวนที่มันไพเราะ มีโซโล่ที่ดี มีทุกอย่างมันดูลงตัว
น้ำวน: ผมให้ ‘สิ่งที่สวยงาม’ แล้วกัน คือดีใจรึเปล่ามันเป็นอีกฝั่งหนึ่งนะ
แต่สิ่งที่สวยงามผมมองว่าเป็นอีกฝั่งของวงตอนนี้ที่ยังมีความเป็นเราเดิมๆ อยู่ แล้วก็มีซาวด์ที่มันใหม่ขึ้นแต่ว่าไม่โซลจ๋า
วันนี้ Whal & Dolph ในวัยเกือบ 10 ปี อยากบอกอะไรกับตัวเองในวันแรกที่เริ่มทำวง
ปอ: สำหรับผม ถ้าจะให้บอกตัวเองในวันแรกที่ทำใช่มั้ย.. โห.. ไปบอกอะไรมันดี (ใช้เวลาคิดสักพัก) จริงๆ ผมอยากไปบอกเด็กคนนั้นว่า มันจะมีวันที่ยากอยู่นะ แต่อย่ายอมแพ้ เพราะว่ามันก็จะมีวันที่ดีอยู่เหมือนกัน จริงๆ ผมค่อนข้างแฮปปี้กับสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด รู้สึกว่ามันมีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ยาก มันสวยงามทั้งหมดเลย ก็เลยบอกว่า เออ.. มันจะมีวันที่ดีและวันที่แย่แต่จะผ่านไปได้
น้ำวน: ผมก็อยากจะบอกว่าให้เล่นดนตรีต่อไปครับ อย่างผมเรียนดนตรีมา หลายคนที่เป็นเพื่อนก็จะมีความฝันที่อยากเป็นศิลปินหรือได้ทำงานดนตรีต่อ แต่เปอร์เซนต์มันน้อยมากๆ ไม่ค่อยเห็นทางเท่าไหร่เลย แล้วมันก็ไม่มีใครมาสนับสนุนให้มาทำงานตรงนี้ต่อได้นะ
ก็อยากบอกตัวเองว่าเล่นดนตรีต่อไปนะ เดี๋ยวมันจะมีสิ่งที่ดีๆ รออยู่ข้างหน้า
Photograph: LalitphatWhal&Dolph
อีก 10 ปีต่อจากนี้ อยากให้ผู้คนยังรู้สึกแบบไหนเวลาที่ได้ฟังเพลงของ Whal & Dolph
ปอ: อันนี้เป็นคำถามที่ดีนะ เวลาผมเขียนเพลงทุกๆ เพลง ผมอยากให้เพลงมันอยู่เป็นเพื่อนของคนฟังนะ อย่างเช่นวันที่คุณมีความสุขมากเลย หรือบางทีคุณไม่รู้จะบอกใคร แต่ผมอยากให้รู้ว่าเพลงบางเพลงมันเข้าใจคุณ ในวันที่คุณรู้สึกยาก รู้สึกว่าชีวิตมันเหนื่อยจังเลย ผมก็อยากให้คุณได้ฟังเพลงบางเพลงของเราแล้วรู้สึกว่ายังมีเพลงนี้ที่เข้าใจนะ มันจะผ่านเรื่องแย่ๆ ไป ก็อยากให้เพลงเราอยู่เป็นเพื่อนพวกคุณอีก 10 ปีผ่านไป
น้ำวน: ก็อยากบอกว่าเวลาที่เล่นเพลงของพวกเรากันเอง ผมจะมีความสนุก อยากให้ทุกคนหาความสนุกของเพลงเราให้เจอแม้มันจะเป็นเพลงช้าหรือเพลงเศร้า แต่มันจะมีความสนุกอยู่ในนั้น ลองฟังดู ถ้าหาเจอคุณจะฟังเพลงของพวกเราเพราะขึ้นครับ

Comedy
พูดคุยกับ ‘ป๋อมแป๋ม-นิติ’ ในวัย 45 ปี กับศิลปะของการแก่แบบไม่หมดไฟ
หากพูดถึงคนบันเทิงมากความสามารถของไทย ชื่อของ ‘ป๋อมแป๋ม-นิติ ชัยชิตาทร’ คงเป็นหนึ่งในชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาผ่านมาแล้วแทบทุกบทบาท ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น พิธีกร นักแสดง โปรดิวเซอร์ ครีเอทีฟ และนักเขียน โดยเฉพาะภาพจำจากรายการ ‘เทยเที่ยวไทย’ ที่อยู่กับผู้ชมมายาวนาน
แต่ในวัย 45 ปี วันนี้ของเขาดูแตกต่างออกไป จากคนที่เคยใช้ชีวิตหนักทั้งงานและปาร์ตี้ เขาค่อยๆ หันกลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น ทั้งการเลิกดื่ม ออกกำลังกาย เล่นเทนนิส ทำขนม และใช้เวลากับสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้ใจสงบ ทั้งหมดนี้อาจเป็นภาพของป๋อมแป๋มในช่วงวัยที่เข้าใจชีวิตมากที่สุด วันที่เขาไม่ได้พยายามใช้ชีวิตให้เยอะเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่เลือกใช้เวลาไปกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ แทน
วันที่ชีวิตเริ่มเบาขึ้น
‘การนอนให้พอ มันช่วยให้สุขภาพดีขึ้นจริง’
ป๋อมแป๋ม นิติ เล่าว่าจุดเริ่มต้นของการเลิกดื่มไม่ได้เกิดจากการอยากเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ แต่อยากลดน้ำหนักเฉยๆ แต่เมื่อหยุดไปสักพัก เขากลับรู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น และไม่อยากดื่มเหมือนเดิมอีกแล้ว
แม้จะเป็นหุ้นส่วนบาร์หลายแห่งในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น OFTR Bar หรือ Mutual Bar แต่ทุกวันนี้เวลาไปสังสรรค์ เขามักสั่งโซดามะนาวแทน พร้อมเล่าว่ามนุษย์ยังต้องการการพบปะและวงสนทนา เพียงแค่ไม่จำเป็นต้องมีแอลกอฮอล์อยู่ในมือเสมอไป
ถ้าจะเข้มแข็ง มันต้องเข้มแข็งด้วยตัวเอง ไม่ใช่วิ่งหนี
เขาพูดติดตลกต่อว่า ‘เพื่อนฉันขี้เมาทุกคน ถ้าหนีหมดเพื่อนเลิกคบพอดี’ หลังหันมาเล่นกีฬา กินดี และจัดระเบียบชีวิตใหม่ สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือ ‘คุณภาพของเวลา’ ในแต่ละวัน เช้าของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยการวิ่ง ตีเทนนิส ทำขนม อ่านข่าว หรือเล่นกับแก๊งกระต่าย
แค่ได้เวลาอันมีคุณภาพกลับมาวันละสองสามชั่วโมง สำหรับพี่ก็เยอะมากแล้ว
เพราะ ‘ขนมปัง’ สอนให้ใจเย็น
เมื่อเริ่มหันมาดูแลสุขภาพ ป๋อมแป๋มก็เริ่มใส่ใจกับสิ่งที่กินมากขึ้น จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาเขาเข้าไปเรียนทำอาหารและขนมที่ Le Cordon Bleu จากที่ตั้งใจเรียนแค่คลาสเบสิก กลับเรียนต่อยาวตั้งแต่อาหารคาวไปจนถึงของหวาน ทั้งที่เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นคนใจร้อน และไม่คิดว่าจะชอบงานสายละเอียดแบบนี้ แต่สุดท้ายกลับหลงรักจังหวะของการทำขนม เพราะมันเป็นสิ่งที่รีบไม่ได้
View this post on Instagram
A post shared by Niti Chaichitathorn (@theniti)
ขนมปังมันบังคับให้เราใจเย็น จะรีบก็ไม่มีอะไรสุกเร็วขึ้น ทุกอย่างมีเวลาของมัน
จากคนทำงานกองถ่ายที่คุ้นชินกับความเร่งรีบ การอยู่ในครัวจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เขาค่อยๆ สงบลง และเรียนรู้การปล่อยวางมากขึ้น ความชอบนี้ยังต่อยอดไปถึง CURF Cafe คาเฟ่เล็กๆ ที่หัวหิน ซึ่งเกิดขึ้นจากกลุ่มเพื่อนเรียนทำขนมด้วยกัน
Photograph: curf.curf.curf
ทุกเช้าที่เริ่มต้นด้วยกีฬา
นอกจากการหันมาดูแลสุขภาพด้วยการกินและการพักผ่อน อีกสิ่งที่เห็นได้ชัดในชีวิตของป๋อมแป๋มช่วงนี้ คือการออกกำลังกายที่กลายเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะกีฬา ‘เทนนิส’ ที่เจ้าตัวยอมรับว่าอินมากเป็นพิเศษ
View this post on Instagram
A post shared by Niti Chaichitathorn (@theniti)
ก่อนจะพูดถึงสนามเทนนิส เขาเล่าถึงพื้นที่โปรดในกรุงเทพฯ ที่สะท้อนวิธีใช้ชีวิตใหม่ของตัวเองได้ชัด ตั้งแต่ ‘theCOMMONS Thonglor’ ที่ชอบไปนั่งทำงานเพราะบรรยากาศพอดีๆ ซูเปอร์มาร์เก็ต และ ‘ตลาดคลองเตย’ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตหลังเริ่มทำอาหารกินเอง ไปจนถึง ‘สวนลุมพินี’ พื้นที่ที่ทำให้รู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้ไป
Photograph: theniti
ส่วนเรื่องเทนนิส ป๋อมแป๋มเล่าถึงทั้งสนามประจำอย่าง ‘The Racquet Club’ สนามซ้อมจริงจังอย่าง ‘Troops Tennis Academy’ และสนามเก่าแก่คลาสสิกอย่าง ‘สนามเทนนิสสมานมิตร’ ด้วยน้ำเสียงสนุกเหมือนกำลังพูดถึงสถานที่โปรดในชีวิต
ปีที่เลือกอยู่กับคนสำคัญ
เมื่อพูดถึงสเตตัสรีแคปชีวิตที่เขาเคยเขียนไว้ว่า ‘ปี 2025 เป็นปีที่รายล้อมไปด้วยคนที่รักและรักเรา’ ป๋อมแป๋มเล่าว่า จริงๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจลดงาน เพียงแต่วันนี้ชีวิตไม่ได้วุ่นวายหรือแน่นจนหายใจไม่ออกเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
มันมีเท่านี้ก็ใช้เท่านี้ ไม่เดือดร้อน ก็แฮปปี้แล้ว
เมื่อหลายรายการและบางโปรเจกต์จบลง คนบางกลุ่มที่เคยวนเวียนอยู่เพราะหน้าที่การงานก็ค่อยๆ หายไปตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่เหลืออยู่กลับชัดเจนขึ้นกว่าเดิม นั่นคือคนที่สนิทและไว้ใจกันจริงๆ
หนึ่งในช่วงเวลาที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ดีที่สุด คือทอล์กโชว์ ‘เกิด แก่ เจ็บ ยาย’ งานสแตนด์อัพคอมเมดี้ครั้งแรกในชีวิต ที่เขาต้องยืนอยู่บนเวทีเพียงลำพัง ไม่มีเพื่อนรับส่งมุก และไม่มีการตัดต่อแบบรายการโทรทัศน์
Photograph: theniti
พี่ยิ่งแก่ยิ่ง stage fright
แม้จะทำงานหน้ากล้องมานาน แต่เขายอมรับว่ายังกลัวเวทีอยู่เสมอ เพียงแต่ครั้งนี้เลือกที่จะไม่ปล่อยให้ความกลัวหยุดตัวเองอีกต่อไป และบางที ในวัย 45 ปี ความสำเร็จอาจไม่ใช่การทำงานให้มากที่สุด แต่คือการได้ใช้เวลากับคนที่รัก ได้ทำงานที่ไว้ใจกัน และยังกล้าลองสิ่งใหม่ๆ แม้จะยังกลัวอยู่ก็ตาม
Photograph: เทยเที่ยวไทย & friends
การกลับมาของ ‘เทยแฟร์ พวกแกเป็นไงมั่ง’
ป๋อมแป๋มยอมรับตรงๆ ว่า ตอนเริ่มต้นทำคอนเสิร์ต ‘เทยแฟร์ พวกแกเป็นไงมั่ง’ ครั้งล่าสุด เขาเองก็แอบไม่มั่นใจเหมือนกันว่าคนดูจะมาหรือเปล่า เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นค่อนข้างปุบปับ แถมฮอลล์ครั้งนี้ยังใหญ่กว่าที่เคยจัดกันมา
ครั้งนี้เขาลงมาดูงานตั้งแต่ต้นในฐานะ Creative Director ดูทั้งคอนเซปต์ เนื้อหา และสคริปต์ เรียกว่าเป็นการเคาะสนิมตัวเองอีกครั้งหลังห่างจากงานลักษณะนี้ไปพักใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้เขาประทับใจที่สุด กลับเป็นพลังของคนรอบตัว
แม้เวลาซ้อมจะน้อยกว่าครั้งก่อนๆ แต่โชว์กลับออกมาดีกว่าที่คิดไว้ อาจเพราะทุกคนบนเวทีต่างคิดถึงความสนุกแบบเดิมๆ พอๆ กัน และเมื่อถึงเวลาจริง พลังเหล่านั้นก็ส่งต่อไปถึงคนดูในฮอลล์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
Photograph: toeytiewthai_fc
‘เทยเที่ยวไทย’ ในวันที่ทุกคนโตขึ้น
แม้จะมีแฟนรายการเรียกร้องให้ ‘เทยเที่ยวไทย’ กลับมาอยู่เสมอ แต่ป๋อมแป๋มตอบเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า ถ้าเป็นรายการท่องเที่ยวในรูปแบบเดิม คงไม่กลับไปทำแล้ว
เขาเล่าว่า เมื่ออายุ งาน และภาระชีวิตเพิ่มขึ้น การเดินทางก็ไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป ทุกวันนี้ต้องคิดแล้วว่าไปเช้าเย็นกลับได้ไหม หรือบินไปแล้วกลับเลยไหวหรือเปล่า แม้จะหัวเราะกับคำว่า ‘แก่ขึ้น’ ของตัวเอง แต่ก็ยอมรับตรงๆ ว่าหลายอย่างเริ่มเหนื่อยใจเหนื่อยกายมากกว่าเมื่อก่อน ถึงอย่างนั้น ป๋อมแป๋มก็ไม่ได้ปิดโอกาสการกลับมาทำงานร่วมกับแก๊งเดิม เพราะสิ่งที่ยังเหมือนเดิมเสมอ คือเคมีระหว่างทั้งสี่คน
มันเข้าขากันโดยธรรมชาติ ไม่ต้อง build ใหม่ ไม่ต้องจูนกันใหม่
บางทีสิ่งที่คนดูคิดถึง อาจไม่ใช่แค่รายการท่องเที่ยว แต่คือเอเนจี้ของกลุ่มเพื่อนที่อยู่ด้วยกันแล้วสนุกโดยไม่ต้องปรุงแต่งอะไร และดูเหมือนเขาเองก็ยังรู้สึกแบบนั้นไม่ต่างกัน
กระต่ายและสิ่งฮีลใจ
ในวันที่เหนื่อยล้าจากงานหรือโลกข้างนอก ปลายทางที่ป๋อมแป๋มอยากกลับไปหาเสมอ คือแก๊งกระต่ายที่บ้าน เขาเล่าว่าปีก่อนเพิ่งสูญเสียกระต่ายไปถึงสองตัว จากเดิมที่เคยมีทั้งหมดห้าตัว และแม้จะคิดว่าตัวเองคงเสียใจแค่นิดหน่อย แต่พอถึงเวลาจริงกลับกระทบใจมากกว่าที่คิด
View this post on Instagram
A post shared by Niti Chaichitathorn (@theniti)
‘พอมันหายไปจริงๆ ก็เสียใจเยอะนะ’
ทุกวันนี้เขายังมีกระต่ายอยู่สี่ตัว และเรียกมันว่าเป็น ‘งานบำบัด’ อย่างหนึ่งของชีวิต เพราะกระต่ายไม่ใช่สัตว์ที่แสดงความรักตรงไปตรงมา ยิ่งต้องใช้เวลาและความอดทนในการสร้างความไว้ใจ
Photograph: theniti
‘พอมันยอมมาเลีย มานอนข้างๆ เราจะรู้สึกเหมือนประสบความสำเร็จขั้นสุด’
สำหรับป๋อมแป๋ม การได้กลับบ้านมาอยู่เงียบๆ ในครัวหรือใช้เวลากับกระต่าย อาจเป็นความสุขเรียบง่ายที่ช่วยเยียวยาใจได้มากกว่าความวุ่นวายจากโลกข้างนอกเสียอีก
พื้นที่ส่วนตัวที่สบายใจ
ไม่ต่างจากวิธีที่เขาใช้โซเชียลมีเดียในทุกวันนี้ เรียบง่าย แต่ค่อยๆ ส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้คนอ่าน หลายคนคุ้นเคยกับสเตตัสเล่าเรื่องไรเดอร์ เรื่องในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือโมเมนต์เพ้อเจ้อในชีวิตประจำวันของเขา ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าไม่เคยบังคับตัวเองให้โพสต์อะไร เพียงแค่ถ้ามีเรื่องไหน กระทบใจแล้วอยากเล่าก็จะหยิบมาเล่าตามธรรมชาติ
View this post on Instagram
A post shared by Niti Chaichitathorn (@theniti)
'ช่วงหลังๆ อยากให้พื้นที่อินสตาแกรมมันเข้ามาแล้วสบายใจ'
เขาบอกว่าไม่ได้อยากใช้พื้นที่ออนไลน์ไปกับการด่าหรือระบายความโกรธ เพราะเคยเห็นมาแล้วว่าความรู้สึกด้านลบสามารถลุกลามต่อไปได้ง่ายแค่ไหน เลยเลือกเล่าเรื่องน่าหงุดหงิดต่างๆ ด้วยอารมณ์ขันแทน
คนแก่ที่ยังไม่ยอมแพ้
ในวัย 45 ปี ป๋อมแป๋มไม่ได้พยายามฝืนตัวเองให้ดูเด็ก แต่เลือกยอมรับความแก่ด้วยความเข้าใจ พร้อมดูแลทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน ทั้งการเรียนต่อ เล่นกีฬา ฝึกสมอง และจัดระเบียบชีวิตให้ไม่จมอยู่กับความวุ่นวายตั้งแต่เช้า
สำหรับเขา ความแก่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เพราะริ้วรอยคือประสบการณ์ชีวิต สิ่งที่อยากต่อสู้จริงๆ คือการไม่ปล่อยให้ตัวเองหมดไฟ หมดความอยากรู้อยากเห็น หรือกลายเป็นคนแก่ที่ขุ่นมัวกับโลก
ทุกเช้า เขาจึงเลือกเริ่มวันด้วยการออกกำลังกาย อ่านข่าว และใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ก่อนค่อยเปิดรับโลกภายนอก ราวกับเป็นวิธีเล็กๆ ที่ช่วยยืนยันว่า แม้อายุจะเพิ่มขึ้น แต่ชีวิตก็ยังสนุก และยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเสมอ

Shopping
ดาร์กเฟมินิน ดอกไม้ และศิลปะ ‘Miura’ แบรนด์ที่ซ่อนจดหมายไว้ในทุกรอยเย็บ
หากคุณเดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้าแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเดินชมงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ นั่นคือความตั้งใจของ ‘สกาย’ เจ้าของแบรนด์ Miura (มิอุระ) แบรนด์เสื้อผ้าที่ไม่ได้ขายแค่เครื่องนุ่งห่ม แต่ขายเรื่องราว คุณค่าของเวลา และความมั่นใจ
จากจุดเริ่มต้นด้วยเงินทุนเพียงหลักพัน สู่แบรนด์ที่ชาวต่างชาติหลงรักและกวาดซื้อจนหมดร้าน นี่คือเรื่องราวการเดินทางของหญิงสาวที่เปลี่ยนนามสกุลและตัวตนของเธอให้กลายเป็นงานคราฟต์ที่สวมใส่ได้
Photograph: Miura
จุดเริ่มต้นจากญี่ปุ่น และทุนก้อนแรก 9,000 บาท
ชีวิตของสกายผูกพันกับประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่อายุ 14 ปี จนเรียนจบ เธอใช้ชีวิตวัยรุ่นที่นั่นอย่างคุ้มค่าด้วยการทดลองทำทุกอย่างเพื่อค้นหาตัวเอง ตั้งแต่เป็นเด็กเสิร์ฟ ทำงานร้านอาหารไทย พนักงานโรงแรม ไปจนถึงไกด์ทัวร์ การต้องพิสูจน์ตัวเองในต่างแดนหล่อหลอมให้เธอเป็นคนทุ่มเทร้อยเปอร์เซนต์กับทุกสิ่งที่ทำ
เมื่อเรียนจบจากญี่ปุ่น สกายได้มาศึกษาต่อด้านการตลาดที่ไทย และประจวบช่วงโควิดพอดี เธอรู้ตัวว่าไม่ชอบงานสายคอร์ปอเรต เธอหลงใหลในศิลปะและแฟชั่น จึงเริ่มต้นแบรนด์จากสิ่งที่ชอบด้วยเงินทุน 9,000 บาท ที่เก็บหอมรอมริบมาจากการสอนภาษาญี่ปุ่นและขายโกโก้
โปรดักต์แรกของเธอไม่ใช่เสื้อผ้า แต่เป็นรองเท้าแตะทรงโมเดิร์นมิด (Modern-mid) เย็บมือทั้งหมด แต่ด้วยความที่สินค้าเป็นกลุ่มนิช (Niche) มากๆ และมีข้อจำกัดเรื่องไซซ์ เธอจึงตัดสินใจปรับเข็มทิศ นำความชอบด้านงานดีไซน์ เท็กซ์เจอร์ และผ้าพิมพ์ลาย มาทุ่มเทให้กับเสื้อผ้าและชุดเดรสแทน
Photograph: Miura
‘Miura’ นามสกุล ตัวตน และจดหมายถึงตัวเอง
“Miura คือนามสกุล มันเป็นช่วงที่เราเติบโตที่นั่น ได้รับประสบการณ์มากมาย และมันคือสิ่งที่จะติดตัวเราไปจนตาย เลยกลายมาเป็นชื่อแบรนด์”
ชื่อแบรนด์ไม่ได้มาจากไหนไกล แต่มาจากตัวตนของเธอเอง สกายอธิบายว่า Miura สะท้อนคาแรกเตอร์ที่มีความเป็น ดาร์กเฟมินิน มีความลึกลับ นิ่ง ดิบ และพึ่งพาตัวเอง อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่โดดเด่นคือ ‘ดอกไม้’ สำหรับเธอ ดอกไม้แต่ละดอกมีฟอร์มและเสน่ห์ที่ต่างกัน มันมีช่วงเวลาที่เบ่งบาน ห่อเหี่ยว และตายจากไป แต่สุดท้ายมันก็จะเกิดใหม่ได้เสมอ นอกจากนี้ ลายมือที่ปรากฏบนเสื้อผ้ายังมาจากนิสัยชอบเขียนไดอารี่ของเธอ เสื้อผ้าของ Miura จึงเปรียบเสมือน ‘จดหมาย’ ที่เธอเขียนถึงตัวเองในอนาคต และส่งต่อข้อความแห่งความภูมิใจนั้นไปยังผู้สวมใส่คนอื่นๆ ด้วย
Photograph: Lalitphat
ความท้าทายของการเริ่มทำแบรนด์ตั้งแต่อายุ 21
การเลือกทำแบรนด์งานคราฟต์ที่เจาะตลาด Niche Market ในไทยไม่ใช่เรื่องง่าย สกายเริ่มต้นทำงานตั้งแต่เด็ก ตลอดจนกลับมาไทยในช่วงอายุ 19 ปี หาเงินจากการขายโกโก้ สอนภาษาญี่ปุ่น จนรวบรวมเงินทุนแรกเพื่อสร้างแบรนด์ตอนอายุ 21 ปี ทำให้ต้องเผชิญกับอคติและการถูกเปรียบเทียบในเรื่องของอายุและความคาดหวังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
“เราไม่ได้มองว่าร้านเราเป็นร้านแฟชั่นจัดๆ แต่มันคือพิพิธภัณฑ์ เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ให้คุณได้เข้ามาชม สวมใส่ชุด สวมใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป”
‘มันสอนให้เราเชื่อมั่นในตัวเองทุกวันว่าให้ทำต่อไป ทำจนกว่าคนของเราจะมองเห็น เราตอบผลลัพธ์ให้ตัวเองฟังว่าเราตั้งใจแค่ไหน และพอใจกับจุดๆ นั้น’ เธอเล่า
Photograph: Miura
งานศิลปะที่พกพาได้ และความประณีตฉบับ DIY
เสน่ห์ของ Miura คือการเบลนด์งานศิลปะเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานจริง สกายไม่ได้เรียนจบแฟชั่น ทุกอย่างคือการศึกษาด้วยตัวเอง เธอให้ความสำคัญกับ ‘วัสดุ’ เป็นอันดับแรก เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ลูกค้าสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เธอลงพื้นที่ค้นหาผ้าจากแหล่งต่างๆ อย่างสำเพ็ง หรือร้านประจำอย่างคลองสานและ Bulliontex ด้วยตัวเอง
การผลิตของ Miura ไม่ใช่งานอุตสาหกรรมแมสโปรดักชัน แต่ละคอลเล็กชันผลิตเพียง 25-50 ตัว โดยความร่วมมือจากช่างฝีมือท้องถิ่น คุณลุงคุณป้าที่มีสตูดิโอเล็กๆ ในบ้านตามจังหวัดต่างๆ อย่างกาญจนบุรี
"การที่เราทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง มันได้มากกว่าผลกำไร แต่มันคือการเติบโตทางสปิริต เราล้มเอง พลาดเอง มันคือความภูมิใจแบบเงียบๆ ที่ทุกชิ้นผ่านมือและความตั้งใจของเรา ทำให้แบรนด์หยั่งรากลึกและมีชีวิต"
เสื้อผ้าของแบรนด์มักเป็นแบบฟรีไซซ์ที่ปรับแก้มาหลายครั้งเพื่อให้เข้ากับผู้หญิงหลากหลายรูปร่าง ลูกค้าหลายคนบอกว่าชุดของ Miura ดูเหมือนของวินเทจ ซึ่งสกายมองว่าเป็นคำชมที่ดี เพราะของวินเทจคือของที่มีชิ้นเดียวในโลก และคนใส่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
Photograph: Miura
สีแดงก่ำ โทนสีที่สะท้อนคาแรกเตอร์
หากต้องนิยามสีที่เป็นตัวแทนของ Miura สกายเลือก ‘สีแดงก่ำ’
“พอพูดถึงชื่อ Miura เราจะเห็นภาพผู้หญิงผมสั้น ใส่เดรสสีแดงก่ำ นิ่งๆ มีความมั่นใจในตัวเอง มีความดาร์กเฟมินิน ลึกลับ และผยองในตัวเองนิดๆ”
แม้ในร้านจะไม่ได้มีเสื้อผ้าสีแดงเยอะที่สุด แต่สีนี้กลับสะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนที่สุด
Photograph: Miura
การเติบโตอย่างช้าๆ ท่ามกลางยุค Fast Fashion
ในยุคที่ทุกอย่างมาไวไปไว Miura เลือกที่จะเดินในจังหวะของตัวเอง มันไม่ใช่การตีตั๋วเครื่องบินฟาสต์แทร็กเพื่อพุ่งชนเป้าหมายให้เร็วที่สุด แต่มันคือการขับรถเดินทางไกล ค่อยๆ ซึมซับวิวทิวทัศน์สองข้างทาง แวะพูดคุยทำความรู้จักกับช่างฝีมือท้องถิ่นตามต่างจังหวัด และใช้เวลาทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ จนจอดลงสู่จุดหมายปลายทางที่เธอเห็นภาพนั้นอย่างลึกซึ้งในที่สุด สกายไม่ได้ป่าวประกาศว่าแบรนด์ของเธอใช้เวลาทำนานแค่ไหน แต่ปล่อยให้รอยเย็บ การวางผ้า และดีเทลที่ไม่ได้เนี้ยบกริบแบบโรงงาน เป็นตัวเล่าเรื่องว่าสิ่งนี้ ‘ถูกสร้างขึ้น’ ไม่ใช่ ‘ถูกผลิตขึ้น’
“เราขอให้ Miura โตช้าๆ แบบมั่นคง สร้างฐานให้แข็งแกร่ง ดีกว่าที่จะมาพีคแล้วหายไป คนที่เป็นทาร์เก็ตของเราคือคนที่ให้ค่ากับความรู้สึกมากกว่าความเร็ว เขาไม่ต้องมีเสื้อผ้าเยอะ แต่ชิ้นที่เขามีต้องมีความหมาย ใส่ซ้ำได้ และไม่เบื่อ”
ปัจจุบัน ลูกค้า 80-90% ของ Miura คือชาวต่างชาติ ที่หลงใหลในความใกล้ชิดและ ‘ชีวิต’ ของแบรนด์ไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากจากแบรนด์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศของพวกเขา ทั้งนี้ Miura ยังสามารถสั่งคัสตอมตามความชอบของลูกค้าสำหรับโอกาสพิเศษอีกด้วย โดยเธอจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับรสนิยมของลูกค้า ภูมิหลัง งานอดิเรก หรือแม้แต่แนวเพลงที่ชอบ แล้วร้อยมันเข้าด้วยกันกับตัวตนแบรนด์ ถักทอจนออกมาเป็นชุดที่มีหนึ่งเดียวในโลก
Photograph: Miura
แหล่งชุบชูไอเดีย ตลาดน้อย และ GalileOasis
เมื่อคิดงานไม่ออก สกายไม่บังคับตัวเองให้ต้องโปรดักทีฟตลอดเวลา เธอจะหยุดพักและออกไปซึมซับบรรยากาศรอบตัว แหล่งหาไอเดียโปรดของเธอคือ ตลาดน้อย ย่านเก่าแก่ที่ผสมผสานความโลคอลกับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว โดยไม่ถูกกลืนกินไปด้วยกระแสการท่องเที่ยวจนเสียตัวตน และ GalileOasis คอมมูนิตี้สีเขียวใจกลางกรุงที่รวบรวมตั้งแต่โรงแรมยันศิลปะมาไว้ในพื้นที่เดียว รวมถึง Miura เองด้วย พื้นที่ที่เธอใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน ได้นั่งมองผู้คน พูดคุย และแลกเปลี่ยนบทสนทนากับคนแปลกหน้าที่แวะเวียนมา
ในอนาคตอันใกล้นี้ Miura จะขยายสาขาไปในย่านตลาดน้อย โดยตั้งใจให้เป็น Standalone และคอมมูนิตี้สเปซที่มีคาเฟ่ เพื่อให้ลูกค้าได้มาใช้เวลาและดื่มด่ำกับบรรยากาศ มากกว่าแค่การซื้อมาขายไป รวมถึงการขยายไปเป็นส่วนหนึ่งของ Exhibition ในระดับโกลบอลที่ไต้หวันที่สกายมั่นใจแล้วว่า คนที่เธอส่งมอบให้นั้นรู้สึกในจังหวะเดียวกันกับแบรนด์จริงๆ
Photograph: Lalitphat
เริ่มลงมือทำ อย่ารอให้พร้อม
คำแนะนำของสกายสำหรับดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่อยากทำแบรนด์งานคราฟต์ คือ การลงมือทำทันทีและความสม่ำเสมอ ‘อย่ารอให้พร้อมทั้งหมดค่ะ ถ้าคิดวันนี้ พรุ่งนี้ทำเลย ถ้ามัวแต่รอจังหวะ มันก็จะไม่เกิดการลงมือทำสักที ต้องมีความอดทน ทำมันอย่างสม่ำเสมอในวันที่คนอื่นหยุด สักวันคนจะเห็นความตั้งใจของเราเอง’
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เจ้าของแบรนด์วัยรุ่นคนนี้อยากเห็น ไม่ใช่แค่ยอดขายที่พุ่งทะยาน แต่เป็นจุดมุ่งหมายแสนเรียบง่ายและหนักแน่น ที่อยากให้ผู้หญิงทุกคนที่สวมชุดของ Miura รู้สึกแบบนี้เมื่อมองตัวเองในกระจก
"อยากให้เขามั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับเสื้อผ้า แต่เสื้อผ้าจะปรับเข้าหาบุคลิกของเขาเอง อยากให้เขารู้สึกสวย เห็นคุณค่าในตัวเอง และกล้าที่จะออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ค่ะ"
Photograph: Miura
และนั่นคือจิตวิญญาณทั้งหมดที่ถูกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของ Miura เธอไม่ได้อยากให้ลูกค้าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเข้ากับชุด หรือลดทอนตัวตนเพื่อเอาใจใคร แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณสวมชุดของแบรนด์นี้แล้วมองลึกลงไปในกระจก จงสวมใส่มันอย่างสง่างาม สวยงาม และออกไปใช้ชีวิตใน ‘วิถีทางของคุณเอง’
ปัจจุบัน Miura มีร้านอยู่ที่ Galerie des Amis ในโครงการ GalileOasis (ห่างจาก BTS ราชเทวี ประมาณ 700 เมตร) เปิดทุกพุธ-จันทร์ เวลา 9.00-19.00 น.
สามารถติดตามและสั่งซื้อได้ที่ IG: @miura.th

Restaurants
ถ้านี่ไม่ใช่คุกกี้ที่มีจิตวิญญาณที่สุดในกรุงเทพฯ ในขณะนี้ แถมยังเป็นคุกกี้ที่หายากที่สุดด้วย!
คุกกี้ การ์ตูน และของสะสมเข้ามาปะทะในบ่ายวันหนึ่งที่ออฟฟิศ Time Out กล่อง Super Cookie Friends ปรากฏตัวขึ้น! เมื่อเปิดดูในถุง คล้ายกับกล่องจุ่มสุดฮิต และสิ่งแรกที่เราเห็นคือด้านบนของกล่อง ‘ได้เวลาออกมาทำหน้าที่คุกกี้ที่ดีที่สุดกัน!’
Photograph: Super Cookie Friends
เราหยิบกล่องออกมาแล้วไล่สายตาตามงานภาพสีสันน่ารักไปรอบๆ จากนั้นเจ้าก้อนกลมยิ้มแฉ่งโผล่มา และนี่คือ ‘Chunk’ แห่งเมือง Cookie Town นั่นเอง และถ้าคุณมองดีๆ จะเห็นว่าโปรดักต์และประโยคน่ารักๆ วางซ่อนอยู่ต่อหน้าต่อตา แล้วก็เห็นหน้าเจ้า Chunk อีกครั้ง บินทะลุอวกาศกลับมาพร้อมเพื่อนขนมปังขิงของเขา
Photograph: Super Cookie Friends
เปิดกล่องขึ้นมา คุณจะได้เจอกับเจ้า Chunk (หลายก้อน) ‘สวัสดีเพื่อนยาก ตอนนี้คุณคือเจ้าของกล่องคุกกี้สุดพิเศษ ที่ถูกทำขึ้นด้วยมือเพื่อคุณโดยเฉพาะ’ พร้อมทั้งภาพประกอบแนะนำวิธีการกินให้ได้อรรถรสที่สุด คุณจะสังเกตเห็นปีกข้างกล่อง เปิดออกแล้วฉากก็ขยายต่อเนื่องออกไป เป็นดีเทลสนุกๆ ที่ถูกค้นพบ มองเข้าไปในตัวจะเห็นคำว่า ‘พาฉันไปยัง Cookie Town’ และลิงก์ไปยังชุมชนสะสมแต้ม ความสนุกของ Super Cookie Friends ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
Photograph: Super Cookie Friends
มาถึงตัวคุกกี้ พระเอกของเรา ถูกเรียงจากซ้ายไปขวาที่จัดวางอย่างตั้งใจ สิ่งที่ผู้สร้างเรียกว่า ‘กองทัพความอร่อย’ และผู้อยู่เบื้องหลังความสนุกนี้คือ David Fine ชาวลอนดอนโดยกำเนิด ผู้มีพลังสร้างสรรค์แบบฉุดไม่อยู่ ที่มักพาเขาเลี้ยวออกจากเส้นทางเดิมที่เคยคิดไว้ เขาเคยเป็นหลายอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะกราฟิกดีไซเนอร์, ผู้ช่วยช่างตัดเสื้อที่ได้รับ Royal Warrant to the Queen, ดีเจเฮาส์และเทคโน, ผู้ก่อตั้งค่ายเพลง, แฟชั่นบายเออร์, และนักวางกลยุทธ์แบรนด์, และตอนนี้เขาเป็น ‘คุกกี้เมกเกอร์’ ในกรุงเทพฯ ก็คงเหมือนกับอีกอาชีพหนึ่งของเขา‘ผมหมกมุ่นกับรายละเอียดมาโดยตลอด’ เขาว่า ‘ผมโฟกัสกับดีเทลและทำมันให้ถูกต้องที่สุด และพาไปให้ถึงเวอร์ชันที่ดีที่สุดได้’
Photograph: Super Cookie Friends
เรื่องราวต้นกำเนิดเริ่มต้นอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันเริ่มต้นจากสิ่งที่ดูไม่เกี่ยวกันเลย David เคยทำเอเจนซี่ครีเอทีฟที่กรีซ ช่วยฝาแฝดชาวอเมริกันที่ขายคุกกี้ขนมปังขิงทุกคริสต์มาสจากร้านเบเกอรี่ของพวกเขา คุกกี้ขายดีจนลูกค้าถามหาตลอดทั้งปี ฝาแฝดจึงต้องการความช่วยเหลือด้านการตลาด แต่สิ่งที่ดึงดูด David กลับเป็นอย่างอื่นทั้งหมด ตัวละครขนมปังขิง มาสคอต แอนิเมชัน โลกทั้งใบที่สร้างขึ้นรอบโปรดักต์ แม้ความสัมพันธ์ในการทำงานจบลงค่อนข้างกะทันหัน แต่บางอย่างถูกปลดล็อกแล้ว ‘ประสบการณ์นั้นเป็นแรงกระตุ้นให้ผมเปลี่ยนเส้นทาง’ เขากล่าว
เขากำลังเดินอยู่บนสนามกอล์ฟกับภรรยา ‘Koalie’ ชื่อเล่นที่เขาเรียกเธอจนแทบเป็นชื่อจริง ตอนที่ไอเดียผุดขึ้นมา เขาอยากทำแบรนด์คุกกี้ของตัวเอง อยากเรียกว่า Super Cookie Friends เขาไม่รู้แน่ชัดว่าชื่อนี้มาจากไหน แต่เข้าใจความหมายทันทีที่มันเกิดขึ้น ‘ความหลงใหลในการ์ตูนและของสะสมของผม รวมทั้งผุดไอเดียเรื่องกลุ่มตัวละครหน้ายิ้ม เป็นมิตร และมีพลังงานดี ซึ่งแต่ละตัวก็อยู่บนเส้นทางพัฒนาของตัวเอง ผมคิดว่าเราจะใช้ตัวละครสร้างแรงบันดาลใจและความหมายลึกซึ้งในแบบสนุกๆ ได้’
Photograph: Super Cookie Friends
‘ไปประเทศไทยกันเถอะ’ เขาบอกกับ Koalie พวกเขาเข้าเที่ยวมาตั้งแต่ปี 2556 และวางแผนจะกลับมาเสมอ ‘เราบอกว่าไปลองทำมันให้สำเร็จกัน’ พวกเขาเก็บของแล้วขึ้นเครื่องบิน ปรากฏว่ากรุงเทพฯ ไม่ได้ขาดคุกกี้ สิ่งที่ขาดคือความดื้อรั้นของ David เขาใช้เวลาหลายเดือนเพื่อหาพาร์ตเนอร์เบเกอรี่ ลองคุกกี้หลายร้อยชิ้นทั่วเมือง ทดสอบกับคนทำขนม 3 - 4 คน แต่ไม่มีใครทำให้เขามั่นใจ ‘คุกกี้มันนุ่มเกินไป เหนียวเละ หรือไม่มี texture ที่น่าสนใจ เพราะไม่ได้ใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุด มันจึงไม่ถึงสำหรับผม’
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
‘เงินเป็นเรื่องหนึ่ง จิตวิญญาณก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง’ เขากล่าว แต่สำหรับเขา จิตวิญญาณต้องมาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นค่ายเพลง งานออกแบบ หรือทุกอย่างที่ทำ ล้วนให้ศิลปะนำการค้า และจนถึงตอนนี้ เขาก็ยังยึดถือกับหลักการนั้น
วันหนึ่ง Koalie หยิบตำราอาหารสแกนดิเนเวียจากร้านหนังสือญี่ปุ่น ทั้งคู่ไปนั่งคาเฟ่ใกล้ๆ สั่งกาแฟ David เปิดดูสูตร แล้วความรู้สึกคุ้นเคยก็มาถึง
‘นี่ Koalie ผมมีไอเดียแล้วล่ะ’
‘มาหาวิธีทำคุกกี้ที่ดีที่สุดกันเถอะ’
พวกเขาซื้อเครื่องผสมสีชมพูอ่อนกลับบ้านทันที ‘ครั้งหนึ่งผมเคยมิกซ์แผ่นเสียง’ David กล่าว ‘แต่ตอนนี้ตอนนี้ผมมิกซ์แป้งด้วยล่ะ’
Photograph: Super Cookie Friends
สำหรับคุกกี้ชุดแรกนั้น เขาเดินตรงไปที่ร้าน ‘Tarns coffee’ ในสวนพลู เจ้าของร้านนี้เป็นคนที่กินคุกกี้ของเขาทุกเวอร์ชันมาตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมคุกกี้ตัวหลักจึงถูกตั้งชื่อตามเธอ ‘Atomic choc chunk’
‘เธอชอบมันมาก บอกว่าผมเป็นคนทำขนมที่ยอดเยี่ยม และผมก็คิดว่าผมทำสำเร็จแล้ว’เขาหยุดคิดเล็กน้อย‘แต่ผมคิดว่ามันมีกราฟอยู่’ กราฟที่ David ชี้ให้ดู คือวงจรอารมณ์ของการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ตามมาคือหลายเดือนของการอบ ทดลอง ทิ้ง แจกให้ทุกคนที่ยินดีจะกินมัน ปรับ และปรับอีกครั้ง
เขารู้ว่าคุกกี้แบบไหนที่เขากำลังไล่ตาม คุกกี้สไตล์นิวยอร์ก โดยเฉพาะแบบที่โด่งดังจาก ‘Levain Bakery’ ในแมนฮัตตัน มีความเป็นบิสกิตและค่อนข้างกรอบด้านนอก นุ่มหนึบตรงกลาง และเต็มไปด้วยส่วนผสมจำนวนมาก ไม่ใช่คุกกี้เนื้อนุ่มที่เริ่มปรากฏทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้ชื่อ ‘New York’
‘มีคนจำนวนมากเรียกคุกกี้นุ่มๆ ว่า New York cookies แต่มันเป็นคนละอย่าง’
เขาไม่ต้องการแข่งขันกับสิ่งเหล่านั้น เขาต้องการนำเสนอสิ่งที่คนที่เคยกินของจริง และหาไม่ได้ที่ไหนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะสามารถจดจำได้มันจริงๆ
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
David พิถีพิถันกับวัตถุดิบ ช็อกโกแลตเบลเยียม เนยฝรั่งเศส ไข่ออร์แกนิกเลี้ยงปล่อยอิสระ ลดน้ำตาลให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะปรับได้แต่ยังคงโครงสร้างของคุกกี้ไว้ ทำมาร์ชแมลโลว์เอง ทำเมอแรงก์เอง ‘ผมไม่ชอบคุกกี้หวานเลี่ยน และมีเนื้อแฉะ ผมอยากให้มันซับซ้อน’
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
แต่ละสูตรมีขั้นตอนของมันเอง เริ่มจากการสร้างสมดุลภายในกล่อง ให้มีการผสมผสานของโปรไฟล์รสชาติอย่างลงตัว ทั้งความนัตตี้ เค็ม หวานจากผลไม้ และช็อกโกแลต จากนั้นฤดูกาลและช่วงเทศกาลจึงเข้ามามีบทบาท และที่สำคัญที่สุดคือแรงบันดาลใจส่วนตัว ‘เราจะคิดถึงรสชาติที่เคยสัมผัสและมีความหมายกับเรา และนำแรงบันดาลใจจากพื้นเพของเรามาใช้’ David เกิดที่ลอนดอน ส่วน Koalie มีรากเหง้าแบบญี่ปุ่น วัยเด็กและการเดินทางของทั้งคู่แทรกซึมอยู่ในทุกสูตร แม้บางครั้งจะไม่ได้ชัดเจนในทันทีนัก สำหรับซีรีส์ขนมพุดดิ้งคลาสสิกสไตล์อังกฤษที่กำลังจะมาถึง เขาเพียงบอกสั้นๆ ว่า ‘โปรดติดตามตอนต่อไป’
Photograph: Super Cookie Friends
เมื่อทิศทางชัดเจนแล้ว เขาจะสเก็ตช์องค์ประกอบของขนม ทั้งส่วนผสมที่คลุกเข้าไป ไส้ด้านใน และท็อปปิ้ง พร้อมคิดล่วงหน้าว่าหน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร และความรู้สึกตอนกัดจะเป็นแบบไหน ตั้งแต่ก่อนจะชั่งแป้งแม้แต่กรัมเดียว จากนั้นขั้นตอนการอบจึงเริ่มขึ้น ‘เราจะอบมันจำนวนมาก เพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพจะออกมาดีอย่างสม่ำเสมอ ทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัสมีความสมดุล’
Photograph: Super Cookie Friends
เขาบอกว่าสูตรหนึ่งจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์ ‘เมื่อมันอร่อยได้อย่างสม่ำเสมอ’ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะจบลงจริงๆ เสมอไป ตอนนี้เขากำลังทดลองเพิ่มเลมอนดริซเซิลลงในคุกกี้เลมอนเมอแรงก์ที่ใช้ชื่อว่า ‘zest you try’ หากการปรับนี้ได้ผล สูตรก็จะถูกอัปเดตต่อไป
Photograph: Super Cookie Friends
และเรื่องราวของมาร์ชแมลโลว์ที่จะเล่าคือภาพสะท้อนที่ดีที่สุดของวิธีคิดของเขา
เขาเริ่มต้นด้วยการซื้อมาร์ชแมลโลว์สำเร็จรูปมาใช้ในคุกกี้ดับเบิลช็อกโกแลตเฮเซลนัต เมนูคลาสสิกจากวัยเด็ก แต่เมื่ออ่านรายการส่วนผสม เขากลับรู้สึกไม่สบายใจกับมัน จึงตัดสินใจทำมาร์ชแมลโลว์เอง อย่างไรก็ตาม มาร์ชแมลโลว์โฮมเมดไม่สามารถทนต่อความร้อนในเตาอบได้ มันละลายกลายเป็นบางสิ่งที่ ‘เหนียว หนึบ ยืดได้ และสนุกดี’ แต่สุดท้ายแล้วมันก็แทบไม่ต่างจากคาราเมลที่มีน้ำตาลสูงเป็นพิเศษ ซึ่งทำให้คุกกี้เสียไปเลย เขากลับไปใช้มาร์ชแมลโลว์สำเร็จรูปอีกครั้งอยู่หนึ่งสัปดาห์ แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ใช่คำตอบ
‘ผมบอกตัวเองว่า มันต้องมีวิธีอื่นสิ’ และในที่สุดเขาก็พบทางออก อบคุกกี้ให้เสร็จ จากนั้นโรยเกลือทะเลทันทีที่นำออกจากเตา วางมาร์ชแมลโลว์ลงด้านบนในขณะที่ความร้อนยังคงได้ที่ ปล่อยให้มันเริ่มละลายเองตามธรรมชาติ แล้วจึงใช้ไฟเบิร์นด้านบนเพื่อให้เกิดเอฟเฟกต์เหมือนมาร์ชแมลโลว์ย่างกองไฟ โดยยังคงโครงสร้างของคุกกี้ไว้ได้อย่างสมบูรณ์
ยังมีคุกกี้อีกแบบหนึ่งที่ยังไม่สำเร็จเสียที ในอังกฤษมีรถขายไอศกรีมที่เรียกว่า ‘Mr Whippy’ จะมีซอฟต์เสิร์ฟในโคนเวเฟอร์ที่ขึ้นรูปเป็นเปลือกหอยนางรม ด้านในใส่มาร์ชแมลโลว์ ช็อกโกแลต และเฮเซลนัต มันเป็นความทรงจำในวัยเด็กของเขา David จึงพยายามถ่ายทอดขนมนี้ให้ออกมาในรูปแบบคุกกี้ แต่บัตเตอร์ครีมที่มีความเสถียรพอจะทนต่อการจัดส่งได้นานหนึ่งวันหรือมากกว่านั้นยังคงเป็นสิ่งที่เขาหาคำตอบไม่ได้ ‘แต่เราจะไม่ลืมมัน’ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนว่า oyster cookie ไม่ใช่การทดลองที่ล้มเหลว หากแต่เป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่จบสิ้น
กระบวนการทั้งหมดใช้เวลา 2 วัน เขาค่อนข้างมั่นใจในคำพูดของเขา (แทบจะมั่นใจ 100%) ว่าไม่มีใครใช้สูตรหรือวิธีการแบบเดียวกัน ‘นี่ไม่ใช่คุกกี้สูตรคุณป้าแน่นอน!’
Photograph: Super Cookie Friends
Super Cookie Friends ในปีนี้ปล่อยมออกมาทั้งหมด 5 รสชาติ ได้แก่
atomic choc chunk (ช็อกโกแลตชังก์ และวอลนัต)
double choc marsh (ดับเบิลช็อกโกแลตและมาร์ชแมลโลว์)
adults only (ดับเบิลช็อกโกแลตและกราโนลา)
zest you try (เมอแรงก์เลมอน)
apple crumble (แอปเปิลครัมเบิล)
และทั้งหมดนี้จำกัด 100 ชิ้นต่อสัปดาห์ ไม่ใช่กลยุทธ์ทางการตลาด แต่เป็นปรัชญา เขาเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับแบรนด์ที่โด่งดังอย่างรวดเร็ว คำสั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามา การผลิตต้องเร่งรีบภายใต้แรงกดดัน คุณภาพเริ่มตกลง และเพียงหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ก็ไม่มีใครจดจำพวกเขาได้อีก
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
Photograph: Super Cookie Friends
เขาต้องการสิ่งตรงกันข้าม การเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากรากฐานที่มั่นคง การบอกต่อแบบปากต่อปาก และชุมชนที่เติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ แทนที่จะเพียงบริโภคมันแล้วผ่านไปอย่างรวดเร็ว ‘เราต้องการให้มั่นใจว่าคุณภาพและความสม่ำเสมออยู่ในระดับสูง’ เขากล่าว ‘และปล่อยให้ผู้คนบอกต่อเพื่อน แชร์คุกกี้ลงโซเชียล ซื้อให้คนอื่นเป็นของขวัญ เราก็จะเติบโตอย่างมั่นคง บนรากฐานที่แข็งแรง ไปกับผู้คนที่ใส่ใจในคุกกี้อย่างแท้จริง’
Photograph: Super Cookie Friends
ไลน์อัปประจำสัปดาห์ถูกคัดสรรอย่างพิถีพิถันเพื่อความสมดุล มีทั้งรสนัตตี้ เค็ม หวานผลไม้ ช็อกโกแลต และอีกรสชาติอื่นๆ ที่มีความสนุกแฝงอยู่ โดยจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและช่วงเวลาสำคัญ
View this post on Instagram
A post shared by Super Cookie Friends (@supercookiefriends)
อย่างช่วงวาเลนไทน์ที่ผ่านมา เขาใช้ ‘ruby chocolate’ ซึ่งทำจากเมล็ดโกโก้สีชมพูธรรมชาติที่หายาก เมนูพิเศษช่วงตรุษจีนคือ ‘fortune cup’ ‘การหา Reese’s Cups ในกรุงเทพฯ เปรียบเสมือนการล่าขุมทรัพย์’ นี่คือคำพูดของ David เอง ส่วนช่วงอีสเตอร์จะขึ้นอยู่กับการหาแหล่ง ‘cadbury mini eggs’ ที่เชื่อถือได้ รสชาติต่างๆ จะได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ไลน์อัปทีละสัปดาห์ และในอนาคต ไลน์อัปที่มี 5 รสชาตินี้อาจขยายเพิ่มขึ้น เพราะ David รู้ดีว่าการตัดรสชาติที่ลูกค้ารักออกไป ไม่ใช่การตัดสินใจที่ทำได้อย่างง่ายดาย

Art
กรุงเทพฯ กับทศวรรษนิวยอร์กในสายตา Jesper Haynes
นิวยอร์กคือเมืองที่ถูกบันทึกภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกตรอกซอยถูกเล่าเป็นตำนาน ทุกค่ำคืนถูกบดบังด้วยทัศนคติ แต่สิ่งที่ Jesper Haynes มอบให้กลับเงียบขึ้น และชวนกระอักกระอ่วนมากกว่า นั่นคือบันทึกของการ ‘อยู่ตรงนั้นจริงๆ’ โดยไม่คิดล่วงหน้าว่ามันจะกลายเป็นอะไรในภายหลังNew York Darkroom นิทรรศการล่าสุดของเขาในกรุงเทพฯ พาเราย้อนกลับไปยังดาวน์ทาวน์ในนิวยอร์กช่วงปลายยุค 80s และ 90s แบบไร้ฟิลเตอร์ หรือไร้การยกย่องฮีโร่ เผชิญหน้าอย่างใกล้ชิด ถนนแคบจนรู้สึกได้ และไม่มีใครแสดงเพื่อกล้อง
Photograph: Jesper Haynes
เมื่อได้พูดคุยกับ Haynes สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ งานชุดนี้ไม่ใช่เรื่องของมรดกหรือชื่อเสียง แต่มันคือเรื่องของความใส่ใจ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณปรากฏตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ออกเดินทางไปทุกคืน กดชัตเตอร์เพียงแค่หนึ่งเฟรมแทนที่จะเป็นสิบ และเชื่อในสิ่งที่เหลืออยู่จะอธิบายตัวมันเองในภายหลังภาพถ่ายของเขาที่มีทั้ง Andy Warhol, Willem Dafoe และ John Lurie ปรากฏอยู่ร่วมกับเพื่อน คนรัก และคนแปลกหน้า ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนวัตถุทางวัฒนธรรม แต่คล้ายหลักฐานส่วนตัวมากกว่า หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งนั้นเคยเกิดขึ้นจริง และเขาเคยอยู่ตรงนั้นจริงๆ
นี่ไม่ใช่ความโหยหาอดีต แต่มันคือความทรงจำที่มีศอก มีเหลี่ยม และไม่หลบหน้าใคร
ก่อนที่นิวยอร์กจะกลายเป็นเรื่องเล่า
เมื่อถาม Haynes ว่านิวยอร์กในช่วงเวลาที่เขาถ่ายภาพนั้น รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางประวัติศาสตร์ไหม เขาตอบแทบจะทันทีว่า ‘มันคือปัจจุบันล้วนๆ’ ไม่มีความรู้สึกว่ากำลังเห็นตำนานในอนาคต ไม่มีการรับรู้ว่าตัวเองอยู่ในจุดอ้างอิงของยุคสมัย มีแค่ ‘ตอนนี้’
สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะภาพใน New York Darkroom ไม่ได้ประกาศตัวว่าเป็นจดหมายเหตุ เขาหมกมุ่นกับช่วงเวลาตรงหน้ามากเกินกว่าจะคิดถึงจุดนั้น Haynes ย้ายมานิวยอร์กตั้งแต่วัยรุ่น หลัง Andy Warhol ชวนเขามาเยี่ยม การเชื้อเชิญครั้งนั้นเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเขาอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้โหยหาความสำเร็จหรือความมั่นคง ‘ผมไม่ได้สนใจ American Dream’ เขาบอก
“ผมหลงใหลไอเดียที่ว่าศิลปินจากทุกแขนงมารวมกันอยู่ในเมืองเดียว”
สิ่งที่เขาเจอคือนิวยอร์กที่กำลังจะพัง และราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ เมืองล้มละลาย เถื่อน แต่ใจกว้างเพราะความขัดสน ‘ค่าเช่าถูกมาก ผมจ่ายประมาณเดือนละ 150 ดอลลาร์’ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนยังแปลกใจกับความทรงจำของตัวเอง
Photograph: Jesper Haynes
ทุกคนรอบตัวกำลังสร้างอะไรบางอย่าง นักเขียน ผู้กำกับ นักร้อง นักเต้น ดีเจ ไร้ซึ่งโลกอินเทอร์เน็ต แค่เอาชีวิตรอดไปด้วยกัน ความเร่งด่วนร่วมกันนั้นซึมอยู่ในทุกภาพ นิวยอร์กไม่ได้ถูกทำให้ดูหรู อันตราย หรือโรแมนติก มันแค่ ‘มีอยู่’ และคอยติดตามสำหรับใครก็ตามที่เต็มใจจะใช้ชีวิตตอนดึกดื่น
Photograph: Jesper Haynes
หนึ่งม้วน หนึ่งคืน หนึ่งการตัดสินใจ
Haynes ถ่ายภาพแทบตลอดเวลา อย่างน้อยวันละหนึ่งม้วน ไม่ใช่เพราะหมกมุ่นกับปริมาณของงาน แต่เพราะนั่นคือจังหวะชีวิตของเขา ออกไปข้างนอก 7 คืนต่อสัปดาห์เป็นเวลาหลายปี ไนต์คลับ อพาร์ตเมนต์ ดินเนอร์ที่ลากยาวถึงเช้า และสิ่งที่ยึดทุกอย่างไว้ด้วยกันคือห้องมืด
“สิ่งที่สวยงามของการเข้าห้องมืดหลังออกจากไนต์คลับทั้งคืน คือผมได้อยู่คนเดียว”
เขาบอกว่ามันคือสมาธิรูปแบบหนึ่ง ความโดดเดี่ยวตรงนั้นคือสิ่งที่สำคัญ การล้างฟิล์มสามารถถ่วงเสียงรบกวนต่างๆ ได้ เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่ต้องอธิบายอะไรกับใคร นี่คือเหตุผลที่ New York Darkroom เลือกแสดง contact sheet เพราะ Haynes อยากให้เห็นกระบวนการ ไม่ใช่เพื่อทำลายมนต์ขลัง แต่เพื่อทำให้มันเป็นมนุษย์มีมวลของความลังเล การลองซ้ำ ความไม่แน่ใจ ‘ผมอยากให้มันเสมือจริง อยากให้คนดื่มด่ำและรู้สึกไปกับมัน’
Photograph: Jesper Haynes
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายภาพมีเพียงเฟรมเดียว ไม่มีสำรอง ‘สมัยนั้นเราถ่ายกันแบบนี้’ เขาอธิบาย คุณต้องตั้งใจ เพราะคุณมีเพียงแค่ 36 รูปที่ไม่สามารถเสียได้แม้แต่ม้วนเดียว เมื่อพูดถึงการกลับมาของฟิล์ม Haynes ไม่สนใจภาษาของเทรนด์ ฟิล์มบังคับให้คุณตัดสินใจ มันทำให้มือช้าลงและสายตาคมขึ้น ‘เวลาผมถ่ายฟิล์ม ผมมีสติมากกว่า’ เขาบอก ฟิล์มบังคับให้คุณตัดสินใจเดี๋ยวนั้น วางสายตาให้ชัด และกดเมื่อมั่นใจ ดิจิทัลยังมีโอกาสให้แก้ไขภายหลัง แต่ฟิล์มต้องการความตั้งใจในขณะนั้น
Photograph: Jesper Haynes
ความใกล้ชิด จริยธรรม และการรู้จักพอ
ความใกล้ชิดในภาพของ Haynes ไม่ได้เกิดจากการแอบถ่าย แต่จากความไว้ใจ ‘มันคือความซื่อสัตย์ระหว่างคนกับคน’ เขาบอก ‘ผมไม่ชอบแอบถ่าย’ เขาไม่ถ่ายภาพที่เอาเปรียบ และไม่สนใจช่วงเวลาที่ความเปราะบางถูกใช้เป็นวัตถุดิบ ในยุค 80s - 90s กล้องถ่ายภาพยังมีความไร้เดียงสาอยู่มาก ‘ผู้คนมีความสุขกับการถูกถ่ายภาพ’ แต่วันนี้ความระแวงมาก่อน ทุกคนกำลังแสดงบทบาทให้กับผู้ชมในอนาคตที่มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้กระทบแค่การถ่ายภาพ แต่กระทบถึงความรับผิดชอบของคนถือกล้องด้วย
Photograph: Jesper Haynes
แม้ในยุคที่กล้องยังไม่สร้างความระแวง Haynes ก็คิดถึงเรื่องจริยธรรมอยู่แล้วบางคืนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แอลกอฮอล์ทำให้เส้นแบ่งเลือนราง แต่การตัดสินใจที่แท้จริงเกิดขึ้นในวันถัดมา ‘ผมต้องถามตัวเองว่ามันโอเคไหมที่จะเผยแพร่ภาพเหล่านั้น’ เขาพูด ‘ผมไม่ชอบการถ่ายภาพที่เอาเปรียบผู้คน
เมื่อเวลาผ่านไป สัญชาตญาณนี้ยิ่งคมชัดขึ้น วันนี้เขาแทบไม่แสดงภาพเปลือย ไม่ใช่เพราะระมัดระวังมากขึ้น แต่เพราะรู้สึกถึงความรับผิดชอบ ‘ตอนนั้นพวกเขาอายุแค่ยี่สิบ พวกเขาไม่ได้คิดเลยว่าภาพของตัวเองจะถูกนำมาเผยแพร่ในอนาคต’บางครั้งเขายังติดต่อคนที่ไม่ได้คุยกันมาหลายสิบปี เพื่อขออนุญาตก่อนใช้ภาพ ในโลกที่ถูกหล่อหลอมด้วย AI และการทำซ้ำอย่างไม่รู้จบ ความใส่ใจแบบนี้ดูเงียบงัน แต่กลับทรงพลังอย่างประหลาด ยิ่งฟังเขาพูด ยิ่งรู้สึกว่ามันหาได้ยากเหลือเกิน ที่จะได้ยินช่างภาพพูดถึง ‘การยับยั้งชั่งใจ’ โดยไม่แฝงการโอ้อวดนี่ไม่ใช่คำพูดเชิงศีลธรรมแต่มันคือวิธีที่เขาทำงาน แค่นั้นเอง
Photograph: Jesper Haynes
3 ภาพ 3 บริบท
แม้จะมีบุคคลที่คุ้นชื่อปรากฏอยู่ แต่งานของ Haynes ไม่ได้พูดถึงชื่อเสียง หากแต่พูดถึงบริบท ภาพ Andy Warhol ในสตอกโฮล์มถูกถ่ายตอน Haynes ยังเรียนมัธยม เขาหนีเรียน ปั่นจักรยานไปยังบ้านส่วนตัวที่ Warhol มาถ่ายรายการ 1 ชั่วโมงที่ทั้งสองนั่งรอจัดไฟ Warhol เป็นฝ่ายถามคำถามมากกว่า ภาพนั้นถ่ายเพียงเฟรมเดียวด้วยกล้อง Minox กล้องแบบเดียวกับที่ Warhol ใช้ หนึ่งเฟรม ไม่มีภาพก่อนหน้า ไม่มีภาพถัดไป ‘ผมคิดว่า โอเค ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องถ่ายสองภาพ’
Photograph: Jesper Haynes
ภาพที่สองคือ John Lurie และ Francesco Clemente ที่ Club MK’s ในปี 2532 ค่ำคืนนั้นเป็นดินเนอร์ปาร์ตี้ธรรมดา Haynes รู้จัก Lurie อยู่ก่อนแล้วผ่านกลุ่มเพื่อน เขาถ่ายภาพทั้งคู่ไม่ต่างจากที่ถ่ายทุกคนในคืนนั้น ‘มันไม่ใช่โมเมนต์แบบ อ๋อ นั่น John Lurie’ เขาว่าไว้ Keith Haring ปรากฏในอีกเฟรมหนึ่ง ถัดไปคือใครสักคนที่ไม่มีใครรู้จัก ชื่อเสียงค่อยๆ หายไปเมื่อทุกคนอยู่ใกล้กันในระยะเดียวกัน ความผ่อนคลายทั้งหมดเกิดขึ้นจากความไว้ใจ
Photograph: Jesper Haynes
ภาพที่สามจับ Willem Dafoe ระหว่างสายโทรศัพท์ในนิวยอร์ก ปี 1989 Haynes รู้จักเขาผ่านเพื่อนคนหนึ่งในคณะละครเดียวกัน ไม่มีการกำกับ ไม่มีการขัดจังหวะ‘เขารู้ว่าผมเดินถ่ายรูปอยู่แถวนั้น’ Haynes ว่าไว้ หนึ่งเฟรม เท่านั้นก็พอ
Photograph: Jesper Haynes
กรุงเทพฯ ระยะทาง และสิ่งที่ยังมีชีวิต
การจัด New York Darkroom ที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Haynes มาเมืองไทยตั้งแต่ปี 2530 ‘ผมรักกรุงเทพฯ’ เขาพูด และไม่ใช่เพราะเมืองนี้เรียบร้อยหรือสวยงาม แต่เพราะความหยาบ ความไม่สมบูรณ์ และพลังของมัน อาคารเก่าข้างตึกใหม่ ถนนใหญ่ที่แตกแขนงเป็นซอยแคบ ‘คุณจะรู้สึกว่าตัวเองอยู่กลางเมืองจริงๆ’ เขาว่า สำหรับช่างภาพ ความขรุขระแบบนี้สำคัญ เพราะมันทำให้เมืองยังมีมิติให้มอง เขายังพูดอย่างจริงจังว่าอยากทำหนังสือเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ในอนาคต และยิ่งชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ความสนใจชั่วคราว
Photograph: Jesper Haynes
ระยะทางทำให้เขามองนิวยอร์กเปลี่ยนไป หลังจากใช้ชีวิตกับเมืองนั้นมากว่า 40 ปี มันไม่สร้างความตื่นเต้นให้เขาเหมือนเดิม ภาพของนิวยอร์กถูกผลิตซ้ำจนล้น ทั้งในอินสตาแกรม โฆษณา และสื่อทุกชนิด ‘มันมีจุดที่คุณรู้สึกเหมือนจะอาเจียน’ เขาพูดติดตลก แต่แฝงความเหนื่อยล้า
สิ่งที่ยังทำให้เขาสนใจ คือผลงานที่เป็นเรื่องส่วนตัว ‘ยิ่งเป็นส่วนตัวมากเท่าไร ยิ่งน่าสนใจ’แนวคิดนี้คือหัวใจของ New York Darkroom นิทรรศการนี้ไม่ได้พยายามเก็บทุกภาพของนิวยอร์กไว้ แต่มุ่งทำความเข้าใจบางช่วงเวลาให้ชัดเจน
Photograph: Jesper Haynes
สิ่งสำคัญที่สุดที่นิวยอร์กสอนเขา ไม่ใช่ชีวิตกลางคืนหรือไนต์คลับ แม้เขาจะอยู่ในนั้นแทบทุกคืน แต่คือเรื่องของ ‘ชุมชน’ และ ‘บ้าน’ อพาร์ตเมนต์ในย่าน East Village ที่มีผู้คนแวะเวียนไม่ขาดสาย ดินเนอร์ปาร์ตี้หลายคืนต่อสัปดาห์ กระดิ่งหน้าประตูที่ดังต่อเนื่องยาวนานเกือบ 20 ปี
ชีวิตแบบนั้นกลายมาเป็นหนังสือ St Marks 1986 - 2006 ซึ่ง Haynes มองว่าเป็นผลงานที่ซื่อสัตย์ที่สุดของเขา‘นั่นคือสิ่งที่อยู่ข้างใน’ เขาอธิบาย ส่วน New York Darkroom คือสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอก สำหรับ Haynes การถ่ายภาพคือการเก็บรักษาความทรงจำ และเป็นวิธีทำความเข้าใจตัวเอง
“ถ้าผมไม่ถ่ายภาพเหล่านั้น ผมคงลืมมันไปหมดแล้ว”
ราวกับว่าชีวิต ผู้คน และช่วงเวลานั้นอาจหายไปจริงๆ หากไม่มีภาพเหลืออยู่ New York Darkroom ไม่ได้บอกว่าอดีตดีกว่าปัจจุบัน และไม่ได้ทำให้ช่วงเวลานั้นดูบริสุทธิ์หรือโรแมนติกเกินจริง มันเพียงแสดงให้เห็นว่าการมองอย่างตั้งใจ ในยุคที่ผู้คนยังไม่หมกมุ่นกับการมองตัวเองตลอดเวลา มีหน้าตาเป็นอย่างไร
Photograph: Jesper Haynes
หากคุณอยากเห็นเมืองหนึ่งในฐานะชีวิตที่มีประสบการณ์ร่วมกัน ไม่ใช่ตำนานหรือภาพจำ นิทรรศการนี้คือพื้นที่ที่ควรใช้เวลาด้วยกันไปกับคุณ ที่ Chaloem La Art House วันที่ 24 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ เวลา 12.00 - 18.00 น. เข้าชมฟรี ไม่มีค่าจ่าย

Comedy
‘คิ้ว’ คือมงกุฎ ‘ชุด’ คือชีวิต เซเลบสี่ขา แคสเปอร์ & แคลอรี่ น้องหมาผู้สร้างมีมดังทั่วโซเชียล
ในโลกโซเชียลที่คอนเทนต์สัตว์เลี้ยงผุดขึ้นใหม่ทุกวัน มีไม่กี่เพจที่จะทำให้คนหยุดเลื่อน แล้วยอมกดติดตามโดยไม่ลังเล เพจที่เรากำลังพูถึงนั่นก็คือ ‘คิ้วคือมงกุฎของแค’ ไม่ใช่แค่เพราะคิ้วโก่งอันเป็นเอกลักษณ์ วิกผมยาวสลวย หรือแฟชั่นจัดเต็มระดับพรมแดง แต่เพราะเบื้องหลังภาพตลกเหล่านั้น คือเรื่องราวของการดูแล ความรับผิดชอบ และสายใยบางอย่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นไปพร้อมกัน
สำหรับ แบล็ค-พรหมพิริยะ บัตรวิเศษ การเลี้ยงน้องหมาไม่ใช่แค่การรับสัตว์มาอยู่ด้วย แต่คือการเปิดพื้นที่ใหม่ในชีวิต พื้นที่ที่ต้องเรียนรู้ ปรับตัว และยอมรับว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะสวยงามเหมือนในหน้าฟีด การพบกันโดยบังเอิญกับชิวาวาตัวเล็กคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ยังไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนั้น จะพาเขาและน้องหมาไปไกลแค่ไหน
Photograph: nesmailova
แรงบันดาลใจในการเริ่มเลี้ยงน้องหมาตัวแรกมาจากไหน?
เริ่มจากความชอบส่วนตัวที่ผมเป็นคนชอบแฟชั่น ชอบงานครีเอทีฟในการใช้ชีวิต และการออกแบบอยู่แล้วครับ แต่ชีวิตนี้ไม่เคยเลี้ยงสัตว์เลย วันหนึ่งผมพาเพื่อนไปซื้อหมา แล้วดันไปสะดุดตากับน้องหมาตัวหนึ่งนอนอยู่ในกรงแล้วเจ็บขา เราก็รู้สึกสงสารที่เขาตัวเล็ก คนขายเขาก็หลอกเราว่า ‘น้องตัวแค่นี้แหละ ไม่โตหรอก’ ซึ่งมันเมื่อ 4 ปีที่แล้วนะ เราก็คิดว่าน่าจะเลี้ยงในคอนโดได้ เลยตัดสินใจรับมา
‘จุดเริ่มต้นคือโดนหลอกทั้งเรื่องขนาดตัวที่เขาบอกว่าน้องจะไม่โต และเรื่องขาที่บอกว่าเดี๋ยวก็หาย สรุปน้องแคเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต้องพาไปฝังเข็มรักษากันเป็นปีเลยกว่าจะหาย’
Photograph: nesmailova
แล้วกลายเป็น ‘น้องหมามีคิ้ว’ ได้อย่างไร?
‘พอเริ่มเลี้ยง ผมก็ใส่ความเป็นตัวเองลงไปในตัวน้องในทุกๆ วัน พาน้องแต่งตัว ใส่วิกผม แล้วที่สำคัญคือผมเขียนคิ้วให้น้อง’
ปกติคนอื่นอาจจะเขียนคิ้วหมาเป็นปื้นๆ แต่น้องแคเนี่ยต้องคิ้วคม โก่ง และสวย แล้วมันเข้ากับโครงหน้าเขามาก เพราะหน้าเขายาว ตาก็ไม่เหมือนชิวาว่าทั่วไปที่จะกลมๆ แต่ตาเขาเหมือนตาคน พอเขียนคิ้วปุ๊บมันเข้ามากครับ
Photograph: nesmailova
จุดเริ่มต้นของเพจ ‘คิ้วคือมงกุฎของแค’ เกิดขึ้นตอนไหน?
สมัยก่อนยังไม่มี TikTok ครับ ผมจะอยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ‘คนรักชิวาว่า’ ซึ่งมีคนอยู่ประมาณ 2 แสนกว่าคน ผมก็โพสต์รูปลงในกลุ่มนั้นเรื่อยๆ จนเริ่มมีแฟนคลับกลุ่มเล็กๆ บอกว่าเปิดเพจสิ อยากตามน้องทุกวันเพราะในกลุ่มคนเยอะมากเขากลัวหาโพสต์เราไม่เจอ เขาอยากเห็นน้องแต่งตัว เขียนคิ้ว ผมก็เลยตัดสินใจเปิดเพจตามคำเชียร์ครับ
ใช้เวลานานไหมกว่าเพจจะเริ่มมีชื่อเสียง และจุดเปลี่ยนคืออะไร?
อยู่ในกลุ่มประมาณ 1 ปีครับ พอปีที่สองถึงเริ่มทำเพจจริงจัง ช่วงแรกคอนเทนต์ก็มีแค่แต่งตัวแฟชั่นกับเขียนคิ้ว แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ คือการ คัฟเวอร์ (Cover) ครับ ช่วงนั้นฮิตแต่งตามดาราพรมแดง นางงาม หรือคนดัง
‘ด้วยความที่บ้านผมเป็นช่างเย็บผ้าอยู่แล้ว ผมก็ออกแบบและตัดชุดกันเดี๋ยวนั้นเลย มันทำให้คนรอดูว่าถ้ามีคนดังใส่ชุดอะไร น้องแคจะมาไหม แล้วมันก็กลายเป็นจุดพีคที่ทำให้ยอดผู้ติดตามพุ่งขึ้นมาครับ’
โพสต์ไหนที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุด ของเพจ?
น่าจะเป็นช่วงการ Comeback ของลิซ่า Blackpink ครับ เป็นกระแสที่สุดและมีดราม่าเยอะที่สุดด้วย แต่มันก็ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้นจากจุดนั้นครับ
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
ความรู้สึกตอนเริ่มมีสปอนเซอร์ติดต่อมาหา ‘น้องหมา’ ครั้งแรกเป็นอย่างไร?
ท้าทายมากครับ เพราะสินค้าที่ติดต่อมา 80% เป็นสินค้าของคน ตอนแรกเขาก็ทักมาแนวอยากให้ค่าขนมน้อง ช่วยรีวิวให้หน่อยได้ไหม งานแรกที่รับจริงจังคือแชมพูสุนัขครับ โปรโมทเรื่องเส้นผมสวย คลิปนั้นไวรัลมาก ยอดวิว 5-6 ล้านภายในวันเดียว เพราะเมื่อ 4-5 ปีก่อนยังไม่มีใครเอาหมามาใส่วิกเขียนคิ้วรีวิวแบบนี้
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
มีงานไหนที่รู้สึกว่าท้าทายหรือแปลกที่สุดไหม?
ผลิตภัณฑ์ล้างจุดซ่อนเร้นของผู้หญิงครับ (หัวเราะ) ตอนนั้นคิดหนักเลยว่าจะรีวิวยังไงดี โดยที่ในคลิปไม่ต้องมีคนเลย แต่มันคือสิ่งที่เราไม่เคยทำ และผลตอบรับก็ดีมาก คนรู้สึกเซอร์ไพรส์ว่าน้องหมารีวิวของแบบนี้ได้ด้วย หลังจากนั้นงานก็มาเรื่อยๆ ครับ
สมาชิกใหม่ ‘แคสเปอร์’ และมิตรภาพที่น่าประหลาดใจ
Photograph: nesmailova
‘พอเลี้ยงน้องแคเราได้รับโมเมนต์ดีๆ ที่ไม่เคยเจอ การมีหมาทำให้เรามีกิจกรรมทำตลอดเวลา ผมเลยอยากเลี้ยงเพิ่มแต่ตั้งใจว่า ‘จะไม่ซื้อ’ แต่จะรับเลี้ยงหมาจรแทน’
ตอนนี้ที่บ้านมีหมา 4 ตัว น้องแคตัวแรก อีกสองตัวซื้อต่อมาจากฟาร์มที่จะปิด ส่วนน้องแคสเปอร์ ผมไปเจอจาก ‘เพจรักหมา’ เขาประกาศหาบ้านให้น้องหมา 3 ขาที่ช่วยมาจากฟาร์มที่ผลิตสุนัขเยอะจนน้องพิการแล้วเขาไม่เอาเพราะขายไม่ได้ ผมเลยทักไปบอกว่าเรามาจากเพจน้องแคนะ โชคดีที่เขารู้จักน้องแคอยู่แล้ว เขาเลยไว้ใจยกให้ครับ
‘แคสเปอร์’ และมีมปากเบะ ที่กลายเป็นไวรัลระดับประเทศ
View this post on Instagram A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
ตอนรับมาแรกๆ หน้าเขายังปกติครับ แต่พอโตขึ้นปากเริ่มคว่ำลงเรื่อยๆ น่าจะเพราะเนื้อหนังตรงปากเขามันหย่อน คาแรกเตอร์นี้ชัดขึ้นมากตอนที่ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ อุ้ม ในงาน Major Dog Day ครั้งที่ 4 ครับ ท่านกลัวน้องเจ็บเลยอุ้มแบบหลวมๆ น้องเลยทำหน้าเหมือนกลัวตกจนหน้าแหยะปากคว่ำ กลายเป็นมีมที่ดังมาก
‘หลายคนเถียงกันว่าใช้ AI แต่งรูปหรือเปล่า แล้วก็มีคนใน TikTok แอบถ่ายน้องตอนออกงานมาลง แล้วบอกว่า ‘ฉันเห็นตัวจริง ชีก็ทำหน้าแบบนี้ทั้งวัน!’ คือมันมีคนมาช่วยคอนเฟิร์มเยอะมากว่าไม่ได้แต่งรูปนะ อุ้มไปไหนนางก็หน้าเบะแบบนี้แหละ (หัวเราะ)’
ความสัมพันธ์ของ ‘แคลอรี่’ และ ‘แคสเปอร์’
Photograph: nesmailova
แปลกมากครับ ปกติน้องแคจะไม่เอาใครเลยในบ้าน ขู่หมาตัวอื่นตลอด แต่พอน้องแคสเปอร์มา เขาสองตัวเชื่อมกันได้เองโดยไม่ต้องพยายามเลย
‘แคสเปอร์เขามี 3 ขา เขาจะชอบมานั่งพิงน้องแคเพื่อพยุงตัวเขาจะไม่ยอมนั่งคนเดียว แต่ถ้ามีน้องแคนั่งด้วยเขาจะนั่งนิ่งได้นานมาก’
นิสัยของทั้งคู่ต่างกันแค่ไหน?
น้องแคจะนิ่ง เชิด มีความเป็น ‘ตัวแม่’ รักผมคนเดียว ส่วนน้องแคสเปอร์จะมีจริตเด็กๆ ซน ชอบแกล้ง ชอบงับหูงับขาพี่
ชีวิตประจำวันของแคลอรี่และแคสเปอร์เป็นอย่างไรบ้าง?
ตื่นเช้ามาผมจะพาน้องไปทำธุระในสวนข้างบ้านครับ คุณแม่จะทำอาหารสดให้ทานทุกวัน ทั้งไก่ ตับ ผัก คลุกกับอาหารเม็ดบ้า ง พอตอนเย็นคุณพ่อก็จะพาจูงเดินเล่นในหมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้ผมย้ายจากคอนโดมาอยู่บ้านแล้ว เพราะเริ่มมีน้องหมาตัวที่สองที่สาม พื้นที่บ้านเลยจำเป็นมากเพื่อให้เขาไม่เครียด
ได้ยินว่าน้องแต่งตัวจัดเต็มแม้กระทั่งตอนอยู่บ้าน?
View this post on Instagram
A post shared by คิ้วคือมงกุฎของแค (@iam.calorie)
ใช่ครับ อยู่บ้านน้องก็แต่งตัวเต็มทุกวัน ไม่มีชุดธรรมดาเลย เพราะทั้งคุณพ่อคุณแม่เป็นช่างเย็บผ้า ส่วนผมเป็นคนออกแบบ พ่อผมว่างไม่ได้เลยนะ ว่างเมื่อไหร่คือต้องตัดชุดให้หมา จนตอนนี้เรามีชุดใส่ไม่ซ้ำเลย สมมติเทรนด์ลายจุดมา ลายเสือมา พ่อก็จัดให้ทันที
‘แต่ถ้าอยู่บ้านผมจะไม่ถ่ายรูปนะ จะปล่อยให้เขาใช้ชีวิตปกติ แค่เราเดินผ่านแล้วเห็นเขาแต่งตัวสวยๆ ผมก็มีความสุขแล้ว’
คิดอย่างไรกับเทรนด์ Pet-Friendly ในกรุงเทพฯ ปัจจุบัน?
ดีขึ้นมากครับ ยุค 4-5 ปีก่อนผมเคยเจอมาทุกรูปแบบ ทั้งโดนยามด่า หรือโดนคนตำหนิเรื่องพาน้องหมามาห้างว่าสกปรก ยุคนั้นผมไม่อยากพาน้องออกไปไหนเลย แต่เดี๋ยวนี้ห้าง ร้านอาหาร หรือแม้แต่สายการบินเปิดกว้างมาก มันทำให้น้องหมาได้เจอโลกกว้าง ไม่เครียดเหมือนตอนที่ผมเลี้ยงน้องแคในคอนโดช่วงแรกๆ ที่ไปไหนไม่ได้จนเขากลายเป็นหมากลัวคนแปลกหน้า
Photograph: nesmailova
แบ่งเวลาทำคอนเทนต์กับการดูแลสุขภาพจิตน้องอย่างไร?
‘ผมเอาสุขภาพน้องเป็นหลักครับ คอนเทนต์ผมลงน้อยมาก แค่สัปดาห์ละประมาณ 4 คลิป เวลาออกงานถ้าเขาร้อน ผมจะถอดชุดออกทันที’
ในเพจหลักผมวางคาแรกเตอร์เขาเป็นเซเลบที่ต้องสวยตลอด แต่ถ้าอยากดูชีวิตจริงที่เขากัดกัน ซนๆ ผมจะแยกไปลงเพจ ‘ทิ้งหมาเที่ยว’ แทน
มีทริคในการอ่านใจน้องหมาไหมว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร?
จริงๆ ดูยากครับเพราะเขาตื่นตัวตลอดเวลา แต่ที่สังเกตได้ชัดคือถ้าเขาสั่นไม่หยุด แล้ววิ่งมาหาเราหรืออ้อนให้เราอุ้ม นั่นคือเขากำลังกลัวครับ แต่ถ้าเจอคนอื่นแล้ววิ่งเข้าหาไปดมไปทำความรู้จัก อันนั้นคือเขากำลังมีความสุขและอยากสำรวจครับ
Photograph: nesmailova
คิดเห็นอย่างไรกับกฎหมายจำกัดจำนวนสัตว์เลี้ยงตามพื้นที่?
ผมเห็นด้วยนะ เพราะมันช่วยแก้ปัญหาคนที่เสพติดการเพิ่มสัตว์เลี้ยงโดยไม่พร้อม รักษาไม่ไหว หรือเงินไม่พอจนต้องเอาไปทิ้ง
‘การเลี้ยงหมาเยอะหมายถึงค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ผมอยากให้คนประเมิน Budget ตัวเองก่อน ถ้าไม่มีเงินพาไปหาหมอหรือซื้อข้าวดีๆ ก็อย่าเพิ่งเลี้ยงเลย เพราะสุดท้ายภาระจะไปตกอยู่ที่มูลนิธิสัตว์จรจัดที่เขาต้องรับแบกรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ’
การเลี้ยงหมาในคอนโดกับบ้าน มีความแตกต่างกันอย่างไร
เลี้ยงในบ้านดีกว่าแน่นอนครับ ผมไม่แนะนำให้เลี้ยงหมาในคอนโดเลย แม้จะเป็นหมาเล็กก็ตาม เพราะสมัยก่อนผมเคยแอบเลี้ยง ตอนนั้นเราอาจจะแค่เหงา แต่จริงๆ มันไม่สมควรให้น้องอยู่ในที่แคบๆ ถ้าเป็นไปได้ควรมีพื้นที่ให้เขาได้วิ่งจะได้ไม่เครียด อย่างน้องแคพอโตมาในคอนโดช่วงแรก เขาจะค่อนข้างกลัวคนแปลกหน้า ไม่เหมือนแคสเปอร์ที่โตมาในยุคที่เราพาออกไปไหนมาไหนได้สะดวกกว่า
คิดว่าสถานที่ที่เป็น ‘Pet-Friendly’ จริงๆ ควรเป็นอย่างไร?
ผมมองเรื่องการจัดแบ่งสัดส่วนพื้นที่ครับ เราต้องยอมรับว่าน้องหมาไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน บางตัวชอบเห่า บางตัวตัวใหญ่แรงเยอะ ถ้าทางร้านจัดสถานที่ให้เป็นสัดส่วนชัดเจนว่าตรงไหนเข้าได้หรือไม่ได้ เจ้าของจะสบายใจมาก ไม่ต้องคอยระแวงว่าน้องจะไปรบกวนใคร และคนอื่นที่ไม่ชอบหมาเขาก็จะโอเคด้วย
เวลาเดินทางพาน้องออกไปข้างนอก ใช้วิธีไหน?
ขับรถส่วนตัวตลอดครับ ผมเลี่ยงขนส่งสาธารณะเลย เพราะน้องหมาต้องอยู่ในกรง หรือแม้แต่การขึ้นเครื่องบินที่ต้องเอาน้องไว้ใต้เครื่องผมก็ไม่เคยคิดจะพาไป เพราะมันเสี่ยง เราไม่รู้ว่า 2-3 ชั่วโมงข้างล่างนั้นน้องจะเป็นยังไง เรื่องความปลอดภัยของน้องต้องมาก่อนครับ
ไอเทมที่ต้องมีเวลาพาน้องออกจากบ้าน?
ที่ขาดไม่ได้ก็จะมีทิชชู่เปียกฆ่าเชื้อ, ทิชชู่แห้ง, ถุงเก็บอึ, น้ำ, ขนม และที่สำคัญที่สุดคือ ‘สายจูง’ กับ ‘กระเป๋า’ ครับ เรื่องความปลอดภัยสำคัญมาก เราไม่รู้ว่าจะเจอหมาใหญ่เมื่อไหร่ ต้องดูแลให้อยู่ในสายตาตลอด
เป้าหมายในอนาคตที่อยากเห็น?
อยากทำ YouTube พาน้องเที่ยวแบบจริงๆ จังๆ เพื่อเป็นสื่อบอกคนว่าที่ไหนหมาเข้าได้บ้าง และฝันที่ใหญ่ที่สุดคือ อยากให้น้องแคได้แสดงหนังสักเรื่อง อยากเห็นน้องในจอภาพยนตร์หรือทีวีบ้างครับ
ติดตามความน่ารักและแฟชั่นล้ำๆ ของสองพี่น้องได้ที่เพจเฟซบุ๊ก คิ้วคือมงกุฎของแค และ อินสตาแกรม @iam.calorie

LGBTQ+
GAWDLAND กับการโกอินเตอร์บนเวที RuPaul's Drag Race พร้อมความกล้าฉบับ Thai Gen Z
แดร็กควีนไทยเปิดใจถึงการเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวในห้องเวิร์ครูม เมื่อต้องสู้กับคนทั้งโลก และค่ำคืนในสีลม
GAWDLAND กับการลงแข่ง RuPaul's Drag Race ด้วยความกล้าแบบ Gen Z ไทยไม่เหมือนใครแดร็กควีนชาวไทยพูดถึงการเป็นคนไทยเพียงหนึ่งเดียวในเวิร์กรูม การยืนชนทั้งโลก และค่ำคืนในสีลม
GAWDLAND is loud, proud และได้รับการการันตีจากแม่ RuPaul เรียบร้อยแล้ว ควีนสาวจากเมืองเหนือที่มาปักหลักในกรุงเทพฯ คนนี้ เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนบนเวที Drag Race Thailand ซีซัน 3 จนกลายมาเป็นตัวแม่ขาประจำย่านสีลม และตอนนี้เธอก็ก้าวไปอีกขั้นในฐานะควีนไทยเพียงหนึ่งเดียวบนเวที RuPaul's Drag Race VS The World Season 3 ศึกรวมดาวนานาชาติที่จะต้องประชันโฉมต่อหน้าแม่รูตัวจริงเสียงจริง และนี่คือเรื่องราวของเธอ ทั้งความภูมิใจในความเป็นไทย พลังไฟของ Gen Z และความหมายของการออกไปปะทะกับคนทั้งโลก
GAWDLAND – ชื่อนี้มาจากไหน?
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
มาจากชื่อจริงค่ะ ‘ธราเทพ’ ซึ่งในภาษาไทยหมายถึง ‘ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน’ ประมาณว่าเป็นบิ๊กบอสของโลกใบนี้ แล้วก็คิดว่าทำให้มันเควียร์ขึ้นดีกว่า จากคำว่า ‘God’ (G-O-D) ก็เลยเปลี่ยนเป็น ‘GAWD’ (G-A-W-D) ใส่ความ GAWD ลงไปค่ะ
ถ้าพูดถึง GAWDLAND อะไรคือเอกลักษณ์ของคุณ?
‘คิดว่าคือความตะโกน ความเสียงดังค่ะ ทุกครั้งที่ปรากฏตัว ก็อดแลนด์จะเหมือนประทัดลูกเล็กๆ แต่อิมแพคมหาศาล ทุกคนจะต้องหันมามอง รำคาญบ้าง ชอบบ้าง แสบตาบ้าง แสบหูบ้าง แต่ว่าเรียกความสนใจได้แน่นอน’
หลายคนให้คำนิยามแดร็กต่างกันไป ทั้งศิลปะ การขับเคลื่อนสังคม หรือความบันเทิง สำหรับคุณมันคืออะไร?
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
'เป็นทั้งหมดที่พูดมา เป็นทั้งศิลปะ ทั้งเอนเตอร์เทนเมนต์ การเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นทุกอย่างของชีวิต'
ชีวิตก็อดแลนด์ขับเคลื่อนด้วยสิ่งนี้ ตื่นมาก็คิดถึงมัน ก่อนนอนก็ยังคิด ว่าจะทำยังไงให้เราเป็น a better drag queen? มันอยู่ในหัวตลอดเวลา มันคือทุกอย่างของชีวิต เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้มีชีวิตต่อไป อธิบายยังไงก็ไม่หมด มันคือทุกอย่างเลย
กว่าจะออกมาเป็นหนึ่งลุค มีขั้นตอนยังไงบ้าง?
มันขึ้นอยู่กับโจทย์ค่ะว่าเราจะเอาแดร็กของเราไปทำอะไร เป็นถ่ายแบบ แฟชั่น เป็นโชว์ หรือเป็นการแสดงแบบไหน แล้วค่อยดึงเอาความเป็นตัวตนที่เป็นแดร็กของเราเข้าไปผนวกกับ activity นั้น ส่วนใหญ่เราทำงานภายใต้โจทย์ ทุกอย่างมีธีม
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
แดร็กมีกรอบของมัน ทุกรันเวย์มีธีม พอคุณได้โจทย์มาแล้วมันขึ้นอยู่กับคุณว่าจะตีความยังไง ใส่ตัวตนของคุณลงไปยังไง และส่งต่อผลงานที่เป็นทั้งตัวเราและสิ่งที่เขาต้องการออกมาให้ได้
เล่าให้ฟังหน่อยเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นทางความคิดสร้างสรรค์ของคุณ
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
ก็อดแลนด์โตมาในภาคเหนือ และครอบครัวก็ไม่ได้เปิดรับเรื่องความหลากหลายทางเพศเท่าไหร่ แต่ก็จะโตมากับการฟ้อน การรำ ตอนเด็กๆ จำได้เลยว่าแอบไปรำหน้ากระจกเงียบๆ คนเดียว พ่อแม่เคยจับได้ครั้งหนึ่งแล้วก็ดุเรา เรารู้สึกว่าโตมากับการแสดงตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะการแสดงท้องถิ่น มันเป็นแรงบันดาลใจสำคัญมากที่ทำให้เราอยากเป็น Performer on stage แล้วก็พัฒนามาเรื่อยๆ และตอนนี้ฉันก็ได้ทำมันเป็นอาชีพจริงๆ แล้ว
วัฒนธรรมไทยทั้งดั้งเดิมและร่วมสมัยมาก คุณบาลานซ์สองอย่างนี้ยังไง?
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
'ก็อดแลนด์เป็นแดร็กควีน Gen Z ที่ชอบความโมเดิร์นมาก แล้วเวลาที่ทำงานศิลปะหรือทำแดร็ก ก็จะพยายามทำให้มันใหม่ เข้าถึงได้ และไม่เชย'
ดังนั้นการที่ได้ไปเป็นตัวแทนของประเทศไทยในครั้งนี้ มันคือความ Conservative ที่เอามาผนวกกับความเป็นปัจจุบันในตัวเรา
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
สิ่งที่ก็อดแลนด์กำลังจะได้ไปนำเสนอบนเวที RuPaul's Drag Race มันจะเป็นแฟชั่นไทยที่ทั้งใหม่และเก่า เป็นการแคลชกันระหว่าง 2 เจนเนอเรชั่น
ก็อดแลนด์รู้เลยว่าต้องผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับความร่วมสมัย
โดยมี พี่อาร์ต อารยา เป็น Creative Director ให้ พี่อาร์ตคือไอคอนแดร็กไทย เป็นดีไซเนอร์ และสไตลิสต์ที่อยู่ในวงการแฟชั่นมา 3 ทศวรรษ และเป็นกรรมการ Drag Race Thailand ด้วย พี่เขาดูแลทุกอย่างตั้งแต่เริ่มจนจบเลย
'พี่อาร์ตเป็นรุ่นใหญ่ ก็อดแลนด์เป็นรุ่นใหม่ การปะทะกันของมุมมองสองเจเนอเรชันนี้ ทำให้เกิดอะไรที่บาลานซ์ ความสดใหม่ ยังคงเคารพรากเหง้า และแสดงความเป็นตัวตนของเรา และก็อดแลนด์มั่นจะว่าจะทำมันออกมาได้ดีมากๆ แน่นอนค่ะ'
แล้วตอนนี้คุณได้ไปอยู่บนเวทีที่ใหญ่ที่สุดอย่าง RuPaul's Drag Race VS The World รู้สึกยังไงบ้าง?
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
'มันคือความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มากค่ะ ก็อดแลนด์ไม่ได้เป็นตัวแทนแค่ตัวเอง แต่เป็นตัวแทนประเทศไทย แดร็กไทย ชุมชนไทย และศิลปินไทยทั้งหมด มันเป็นเรื่องของระดับประเทศไปแล้ว'
ถึงจะพยายามไม่กดดันตัวเอง แต่เสียงมันก็วนเวียนอยู่ในหัวตลอดว่า ‘ฉันมาที่นี่เพื่อเป็นตัวแทนประเทศ’ รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจมากจริงๆ และเอาจริงๆ ในระดับสากลวัฒนธรรมไทยเราโดดเด่น มีเสน่ห์ และชัดเจนมาก ก็อดแลนด์ภูมิใจมากที่ได้โชว์สิ่งนี้ให้โลกเห็น
คุณหยิบวัฒนธรรมมาตีความใหม่ ก้าวข้ามภาพจำเดิมๆ มีกังวลบ้างไหมว่าคนอื่นจะไม่เข้าใจ?
‘ถ้าใครไม่เข้าใจ เขาก็สามารถไปหาข้อมูลต่อเองได้ค่ะ นั่นคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ บางครั้งเราก็ไม่ได้นำเสนอแบบตรงๆ (หัวเราะ) เอามันมาผสม ทำให้ร่วมสมัย ทำให้มันแคมป์ ทำให้มันเควียร์และเป็นตัวเราสุดๆ และมันจะออกมาดีมาก นั่นแหละคือการเผยแพร่ความเป็นไทยในรูปแบบที่สวยงาม ทำให้คนสงสัยและเชิญชวนให้เขามาค้นหาคำตอบด้วยตัวเองในแบบของเขาค่ะ’
เล่าเหตุการณ์วันที่ได้รับสายเรียกตัวไป VS The World หน่อย
Photograph: Laliphat Bumrungkarn
มีคนโทรมาค่ะ เขาถามก่อนว่าสนใจไหม เพราะตอนนั้น Drag Race Thailand Season 3 ยังออนแอร์อยู่เลย เขาห่วงว่าก็อดแลนด์จะพร้อมไหม แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดเลยค่ะ ตอบตกลงทันที ไม่มีลังเล พอได้รับการยืนยันปุ๊บก็ดีใจมากๆ เพราะสำหรับแดร็กควีนหลายคน การได้เจอ RuPaul คือจุดสูงสุด และสำหรับก็อดแลนด์มันคือเครื่องยืนยันว่าเราทำได้ดี และทำให้ประเทศไทยภูมิใจค่ะ
Pangina Heals เป็นแดร็กควีนไทยคนแรกที่ขึ้นเวทีนี้ การเฝ้าดูเส้นทางของเธอให้อะไรกับคุณบ้าง?
พี่เขาคือตำนานค่ะ เป็นแดร็กควีนคนแรกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไปยืนบนเวทีโลก เขาไม่ได้แค่เปิดประตูให้ประเทศไทยแต่เขาพังประตูให้พวกเราทุกคนเลย นั่นคือสิ่งที่เขาทิ้งไว้ตลอดไป ก็อดแลนด์ก็เรียนรู้จากพี่เขาในมุมที่หลายคนอาจไม่คาดคิดด้วย ทั้งจุดสูงสุด และแรงกดดันจากการแบกความหวังของทั้งภูมิภาคไว้บนบ่า เพราะฉะนั้น ใช่ค่ะ
'ก็อดแลนด์เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินเข้าไปในฐานะตัวเอง เพื่อส่งต่อความรัก พลังบวก สร้างแรงบันดาลใจ และโชว์ศิลปะที่เราเชื่อมั่น ก็อดแลนด์ไปเพื่อตัวเอง และความเป็นไทยมันก็ผสมอยู่ในทุกอย่างที่ทำอยู่แล้ว พอคิดได้แบบนี้ มันก็ช่วยปลดล็อกความกดดันไปได้มาก'
หนึ่งในโมเมนต์ไวรัลคือการแต่งแดร็กจัดเต็มไปงานรับปริญญาที่จุฬาฯ เรื่องนี้มันเป็นยังไง?
Photograph: Gawdland
'(หัวเราะ) ใช่ค่ะ สนุกมาก จุฬาฯ เป็นสถาบันที่มีเกียรติมาก และก็อดแลนด์เรียนคณะนิเทศศาสตร์ ซึ่งสอนให้คิดเชิงวิพากษ์ เข้าใจโครงสร้างสังคม เรื่องเพศ การเมือง และศิลปะเควียร์ ทั้งหมดนี้เลย แดร็กคือเรื่องการเมือง นิเทศฯ ก็คือเรื่องการเมือง ปริญญาใบนี้ทำให้ความเป็นแดร็กของก็อดแลนด์แข็งแรงขึ้นจริงๆ ไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะแต่งแดร็กเต็มยศไปรับปริญญา แต่นั่นแหละคือการแสดงจุดยืน'
'เพราะทั้งแดร็กและงานสื่อสารมวลชน คือการสร้างสรรค์เรื่องราวที่มีความหมายต่อสังคมค่ะ'
Photograph: Gawdland
คู่มือสไตล์ GAWDLAND สำหรับการเที่ยวกรุงเทพฯ
‘นวดก่อนเลยค่ะ อันดับแรกไม่ว่าจะที่ไหน นวดน้ำมัน นวดเท้า ก็อดแลนด์ชอบมาก
จากนั้นก็ของกิน ร้าน ณ เรื่องเหล้า (Na Rueang Lao) แถวเจ้าพระยา ชิลมาก ให้ฟีลโลคอล อาหารอร่อยมาก หรือร้าน Tahona สุขุมวิท สำหรับเดตมื้อค่ำ
ที่นั่นจะเป็นอาหารไทยรสชาติคลาสสิกที่ตีความใหม่ด้วยเทคนิคและการจัดจานร่วมสมัยหน่อย
ส่วนเรื่องดื่มแนะนำ Hippie de Bar ถนนข้าวสาร ค่ะ แต่ถ้าเป็นเดทตอนกลางวัน เริ่มที่พิพิธภัณฑ์หรือวัดโพธิ์ วัดอรุณ อะไรก็ได้ ต้องลองเทสต์ไวบ์กันก่อน’
และนี่คือลิสต์พื้นที่ของ GAWDLAND
Photograph: beef.bkk
สีลมซอย 4 เท่านั้นค่ะ นี่คือบ้าน ถ้าก็อดแลนด์ไม่ได้ขึ้นแสดงก็จะไปยืนเป็นคนดู ตั้งแต่ House of Heals, Eau de Toilette, The Stranger Bar, Beef ทั้งหมดอยู่บนถนนสีลม ทุกคนสามารถ เดินเซจากร้านหนึ่งไปอีกร้านหนึ่งได้เลย เป็นบาร์ครอลล์สายเกย์แบบเต็มรูปแบบ
ทุกอย่างที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งชื่อเสียง การถูกจับจ้อง ตอนนี้คุณรู้สึกยังไง?
‘โลกมันกว้างใหญ่กว่าที่ก็อดแลนด์เคยคิด เราเข้าใจผู้คนมากขึ้น การที่ได้อยู่บนหน้าจอ การถูกมองเห็นตลอดเวลาทำให้รู้ว่าเราไม่สามารถทำให้ทุกคนรักเราได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือถามตัวเองว่า ‘เรามีความสุขกับจุดที่ยืนอยู่ไหม?’ ‘เรามาที่นี่ด้วยเหตุผลที่ถูกต้องไหม?’ และคำตอบของคือใช่’
‘ก็อดแลนด์ได้ทำงานศิลปะที่รัก ได้สร้างแรงบันดาลใจ และได้รับแรงบันดาลใจกลับมา ได้พิสูจน์ว่าความฝันมันขยับเข้ามาใกล้เราได้จริงๆ เวทีโลกที่เคยดูไกลตัว ตอนนี้อยู่ในกำมือของเราแล้ว มันไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ ก็อดแลนด์คือหลักฐานที่มีชีวิตค่ะทุกคน guys, girls and gays’
GAWDLAND จะเข้าร่วมแข่งขันใน RuPaul's Drag Race VS The World Season 3 เริ่มสตรีมมิ่ง 27 มกราคม 2026

Restaurants
ร้านอาหารไทยดาวมิชลินหนึ่งเดียวในลอนดอนที่ ‘ไม่เสิร์ฟข้าว’ และนี่คือเรื่องราวของเขา
จอห์น จันทระศักดิ์ เชฟลูกครึ่งไทย-อังกฤษ นั่งอยู่ที่ด้านหลังของหอประชุมในเมืองกลาสโกว์ ในงานประกาศรางวัลมิชลินไกด์ปี 2025 ‘ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด ผมมองไปรอบๆ และเห็นเชฟระดับดาวมิชลินทุกคนในสหราชอาณาจักรอยู่ที่นี่’ มีการเกริ่นนำอยู่นานถึงหนึ่งชั่วโมงก่อนที่พวกเขาจะเริ่มเรียกชื่อ
เมื่อ 10 วันที่แล้ว เขาได้รับอีเมลฉบับหนึ่ง มันเรียบง่าย ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรมาก แต่นั่นคือสไตล์ของมิชลินอย่างชัดเจน มันคือบัตรเชิญไปร่วมงานพิธีพร้อมผู้ติดตามอีกหนึ่งคน เขาจึงโทรหา ‘Desiree’ ภรรยาของเขาทันที ‘เราต้องจองตั๋วไปกลาสโกว์แล้วล่ะ บ้าจริง หรือว่าเราจะได้ดาว’
Photograph: AngloThai
ปัจจุบัน AngloThai เป็นร้านอาหารไทยเพียงแห่งเดียวในลอนดอนที่ได้รับดาวมิชลิน ‘พอกล่าวชื่อร้านออกมา มันเป็นช่วงเวลาที่เหมือนฝันมาก’ เขากล่าว ‘ตอนที่ผมเริ่มทำอาหารใหม่ๆ ฝันของผมคือการเปิดร้านอาหาร ซึ่งเราทำได้แล้ว ส่วนการได้ดาวมิชลินมันรู้สึกเหมือนสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมที่เราควรจะไล่ตามไปตลอด แต่มันกลับกลายเป็นเหมือนเชอร์รี่บนยอดเค้กจริงๆ’
การประมวลผลความรู้สึกนี้ใช้เวลานานกว่าที่คิด หลังจากจบงาน จอห์นรู้สึกหลงทางอยู่พักหนึ่ง ‘เราทุ่มเทเวลาและความพยายามมหาศาลเพื่อเปิดร้าน แล้วพอเราได้ดาว ผมก็แบบว่า อ้าว แล้วไงต่อล่ะ? ผมทำทุกอย่างสำเร็จแล้วและผมก็รู้สึกสับสน’ ความรู้สึกนั้นอยู่เพียงสองสามวันก่อนที่ความชัดเจนจะกลับมา นั่นคือการพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไป ทำให้ร้านดีขึ้นในทุกๆ วัน และวันหนึ่งอาจจะผลักดันไปสู่ดาวดวงที่สอง ‘ผมคิดว่าเป็นเรื่องดีนะที่เรามีเป้าหมายในใจเสมอ’
แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ เขาเคยเป็นเพียงชายหนุ่มที่เล่นดนตรีในหมู่บ้านที่เวลส์ เรียนจบปริญญาด้านเศรษฐศาสตร์ ทำงานในย่านการเงิน อยู่ 2 ปีด้วยความรู้สึกที่ไม่ใช่ตัวเอง จนกระทั่งตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินไปกรุงเทพฯ เพราะอย่างน้อยเขาก็รู้ว่าที่นั่นเขาจะได้กินของอร่อยในระหว่างที่กำลังค้นหาตัวเอง
การเดิมพันครั้งสุดท้าย
Photograph: Englishhippie
การเปลี่ยนจากดนตรีมาเป็นการทำอาหารคือ ‘การประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบที่ต้องสู้ชีวิต มันไม่มีสมุดรวมกฎตายตัว คุณต้องดิ้นรนและหาเส้นทางของตัวเอง’
จอห์นใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นในวงดนตรีกับเพื่อนสนิท วิ่งไล่ตามความฝันทางดนตรีด้วยความหิวโหยที่มีเฉพาะในวัยหนุ่มสาวเท่านั้น แต่ดนตรีก็ค่อยๆ แผ่วลง งานเศรษฐศาสตร์ก็นำไปสู่งานในเมือง จนกระทั่งเขาได้โรดทริปข้ามอเมริกา เดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งตามคำแนะนำของร้านอาหารและบล็อกเกอร์อาหาร จนเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างคลิกเข้าที่
‘ผมอายุค่อนข้างมากตอนย้ายไปกรุงเทพฯ ตอนนั้นอายุ 27 และบอกตามตรง ผมคิดว่ามันเป็นการเดิมพันครั้งสุดท้ายที่จะได้ทำอะไรสร้างสรรค์กับชีวิตของผม’
Photograph: AngloThai
‘ผมรู้มาตลอดว่าผมชอบอาหาร แต่ไม่เคยจินตนาการเลยว่าจะเข้าสู่วงการบริการ การเป็นเจ้าของร้านอาหาร’ เขาโตในอังกฤษ มีพ่อเป็นคนไทย แม่เป็นคนอังกฤษ เขากลับไทยเกือบทุกปีเพื่อรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ เขาจึงลงทะเบียนเรียนที่ Cordon Bleu Dusit ในกรุงเทพฯ เลิกดื่มเหล้า 18 เดือน ใช้ชีวิตลำพัง และจดจ่อ ‘มันเป็นชีวิตที่โดดเดี่ยวพอสมควร แต่มันเป็นช่วงเวลาสำคัญ มีความมุ่งมั่นอย่างมหาศาลที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น และพอได้เริ่ม ผมก็รักมันทันที ผมพบว่าผมทำได้ดีทีเดียว’
เขาเริ่มทำงานในร้านอาหารและได้ไปอยู่ที่ร้าน Nahm สาขากรุงเทพฯ ของเดวิด ทอมป์สัน ร้านที่เคยเปิดในลอนดอนก่อนที่ทอมป์สันจะย้ายการดำเนินงานทั้งหมดไปไทย เพราะเบื่อหน่ายกับความยากลำบากในการหาวัตถุดิบที่เหมาะสมในอังกฤษ ‘ผมอยู่ที่นั่นแค่ไม่กี่เดือน แต่มันเปิดหูเปิดตามากที่ได้เห็นอาหารไทยถูกปรุงในรูปแบบนั้น ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาก่อน’
วิธีทำอาหารไทยโดยไม่ใช้วัตถุดิบจากไทย
Photograph: AngloThai
เมื่อจอห์นย้ายกลับมาลอนดอนและเริ่มทำงานในร้านอาหารไทยที่นั่น เขาเริ่มรู้สึกคันไม้คันมือ ไม่ใช่แผนการที่ชัดเจน แค่รู้สึกว่าอยากทำอะไรบางอย่างที่เป็นของตัวเอง ป๊อปอัปครั้งแรกที่เป็น DNA ของ AngloThai เกิดขึ้นในปี 2015 เพื่อนชวนเขาไปทำอาหารที่ร้านอาหารบริทิชสมัยใหม่ และตอนแรกจอห์นวางแผนจะทำเมนูไทยแท้ๆ แต่เชฟเจ้าของร้านท้าทายเขา เขาถามว่า เราจำเป็นต้องใช้ส่วนผสมพวกนี้ทั้งหมดที่เราไม่รู้แหล่งที่มาหรือต้องนำเข้ามาเลยเหรอ? รสชาติมันคืออะไร? เราใช้อย่างอื่นแทนได้ไหม? นั่นคือช่วงเวลาที่ ‘แสงสว่างวาบขึ้นมา’
Photograph: AngloThai
‘สำหรับผม อาหารไทยคือรสชาติ 4 รสที่เป็นเอกลักษณ์ หวาน เผ็ด เค็ม และเปรี้ยว และคุณสามารถสร้างรสชาติเหล่านั้นได้จากส่วนผสมอื่นที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในไทย’ เขาจึงเริ่มใช้ผลผลิตของอังกฤษ เช่น น้ำจากต้นรูบาร์บของยอร์กเชียร์แทนมะนาว ใช้ใบซอร์เรลแทนใบที่มีรสเปรี้ยว ใช้พริกฤดูร้อนที่ปลูกในอังกฤษแล้วนำมาตากแห้งและถนอมไว้สำหรับทำแกงในฤดูหนาว เหมือนที่คนไทยทำหากไม่มีพริกสดตลอดปี มันไม่ใช่การถามว่า ‘ฉันจะเอาวัตถุดิบไทยมาลอนดอนได้อย่างไร’ แต่คือ ‘ฉันจะหารสชาติเหล่านี้ได้จากที่ที่ฉันอยู่ได้อย่างไร’
โอ้... มิชลินเคยมาที่นี่ตอนไหนกัน
Photograph: AngloThai
หลังจากนั้นพวกเขาก็ทำ Pop-up อีกนับไม่ถ้วน ทั้งบินไปทั่วโลกเพื่อทดสอบเมนู และค้นหาว่าคอนเซปต์ที่แท้จริงของร้านคืออะไร จอห์นเดินทางไปพบกับคนทำไวน์ทั่วยุโรปพร้อมกับ Desiree ภรรยาของเขา ผู้ที่ลาออกจากงานกราฟิกดีไซน์เพื่อไปเรียนต่อด้านไวน์จนกลายเป็นซอมเมอลิเยร์ (Sommelier) เต็มตัว
เมื่อถึงตอนที่พวกเขาเปิดร้านจริงๆ ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2024 พวกเขามีภาพในหัวที่ชัดเจนมาก ‘เรามั่นใจว่าเรารู้แน่ๆ ว่ากำลังทำอะไรอยู่ มันไม่ใช่แค่ว่า เปิดร้านกันเถอะ แล้วค่อยไปคลำทางเอาข้างหน้า อะไรแบบนั้น’
ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าร้านจะไปอยู่ในสายตาของมิชลินหรือเปล่า แต่เพื่อนๆ ที่ได้ดาวมิชลินเคยบอกข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเขาว่า เดือนพฤศจิกายนคือเดือนสุดท้ายที่คุณจะเปิดร้านได้ หากหวังจะให้มิชลินพิจารณาเพื่อมอบรางวัลในงานประกาศผลเดือนกุมภาพันธ์ของสหราชอาณาจักร เพราะกรรมการจะตัดสินใจทุกอย่างภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน ถ้าเปิดธันวาคมคือหมดสิทธิ์ ส่วนมกราคมก็สายเกินไปแล้ว
Photograph: AngloThai
‘เราแอบหวังลึกๆ ว่าน่าจะได้ดาวนะ แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นกุมภาพันธ์ปีหน้า (2026) มากกว่า เพราะการเพิ่งเปิดได้แค่ 3 เดือนแล้วจะได้ดาวเลยมันดูจะเป็นความหวังที่สูงเกินไปหน่อย’
ในเดือนมกราคม ร้านของพวกเขาถูกเพิ่มเข้าไปในมิชลินไกด์ (ฉบับออนไลน์) แม้จะยังไม่มีรางวัลการันตี แต่มันคือเครื่องยืนยันว่า ‘มิชลินแวะมาที่ร้านเราแล้ว’ จนกระทั่ง 10 วันก่อนงานพิธีประกาศรางวัล จอห์นได้รับอีเมลฉบับนั้น อีเมลเชิญเขาไปที่เมืองกลาสโกว์พร้อมผู้ติดตามอีกหนึ่งคน
ช่วง 10 วันก่อนงานคือความทรมานอย่างที่สุด จอห์นรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนและหยุดคิดเรื่องนี้ไม่ได้เลย ในงานพิธีวันนั้น เชฟระดับดาวมิชลินทุกคนในประเทศต่างมารวมตัวกัน ซึ่งล้วนแต่เป็นคนที่จอห์นยึดถือเป็นต้นแบบมาตลอดอาชีพเชฟของเขา
‘ผมไม่อยากทึกทักไปเองจนกว่าเขาจะเรียกชื่อพวกเราจริงๆ และโชคดีมากที่ร้านของเราเป็นร้านที่สามที่ถูกเรียกขึ้นไปบนเวที’
ก่อนจะเริ่มประกาศชื่อร้าน มีการเกริ่นนำอยู่นานถึงหนึ่งชั่วโมง จอห์นรู้สึกพะอืดพะอมด้วยความตื่นเต้นตลอดเวลา ส่วนDesiree ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ พวกเขานั่งกันอยู่ที่แถวหลังสุดของหอประชุม ‘พวกเราประหม่าเกินกว่าจะขยับไปนั่งใกล้เวทีครับ’
ถึงแม้จะได้ดาวมาครองแล้ว แต่การทำ Pop-up ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งใน DNA ของแบรนด์ ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา (มกราคม 2026) จอห์นเพิ่งพา AngloThai มาที่กรุงเทพฯ เพื่อทำดินเนอร์มื้อพิเศษ (Four-hands dinner) ร่วมกับ เชฟแทฟ แห่งร้าน 80/20 ซึ่งเป็นเพื่อนที่เขารู้จักมาตั้งแต่สมัยที่เชฟเท็บยังทำอาหารอยู่ที่ลอนดอน
ไม่มีเมนู A La Carte ในที่แห่งนี้
ตัวร้านมีบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง มีเพียง 44 ที่นั่ง ตั้งอยู่ในย่าน West Central London เดินเพียงไม่ไกลจาก Oxford Street และ Hyde Park พวกเขาต้อนรับลูกค้าเกือบ 100 คนต่อวันทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ซึ่งถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ ห้องอาหารหลักชื่อว่า AngloThai ส่วนชั้นล่างคือห้องส่วนตัวชื่อว่า ‘Baan’ (บ้าน) รองรับได้สูงสุด 16 ที่นั่ง
Photograph: AngloThai
AngloThai เป็นร้านอาหารไทยแห่งเดียวในลอนดอนที่เสิร์ฟเฉพาะ Tasting Menu (คอร์สอาหารที่เชฟกำหนดไว้ให้) โดยไม่มีเมนูแบบสั่งแยก (À la carte) ตอนแรกจอห์นพยายามจะทำทั้งสองแบบ แต่เขาก็พบความจริงอย่างรวดเร็วว่าในทางปฏิบัติมันไม่ยั่งยืน ‘หลังจากผ่านไปสองเดือน เราเปลี่ยนมาเสิร์ฟแค่ Tasting Menu อย่างเดียว ทุกอย่างจัดการง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าแรงและค่าวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายคงที่ (Overheads) ในลอนดอนตอนนี้มันสูงจนน่าตกใจ’
แต่อีกเหตุผลหนึ่งคือ จอห์นเชื่อจริงๆ ว่านักกินชาวตะวันตกยังคงเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีการกินอาหารไทย ‘คุณต้องการลำดับของอาหารที่หลากหลายสไตล์ คุณต้องการความสมดุลในเมนูทั้งหมด ในร้านอาหารไทยแบบสั่งแยก คนมักจะสั่งอาหารที่ไม่สมดุลกันเลย พวกเขาจึงไม่ได้สัมผัสประสบการณ์อาหารไทยในแบบที่ดีที่สุด การเดินสาย Fine Dining ทำให้เราควบคุมประสบการณ์นี้ได้มากกว่า’
เมนู ‘ขนมดอกจอก’
Photograph: AngloThai
เมนูของร้านเปลี่ยนไปตลอดเวลา พวกเขาทำอาหารออกมาแล้วกว่า 100 จานในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา มีเพียงจานเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย นั่นคือเมนู ‘ปู คาร์เวียร์ และมะพร้าว’ ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของร้านไปแล้ว
จอห์นนำปูทั้งตัวมาแกะ แยกเนื้อส่วนขาวรสหวานออกมาคลุกเคล้ากับกะทิสด พริก เนื้อปลาแมคเคอเรล รากผักชี ข่า ปรุงรสด้วยน้ำผึ้งและน้ำปลาสูตรของร้าน จากนั้นนำไปบรรจุในถ้วยใบเล็ก ท็อปด้วยคาร์เวียร์บริติชที่อินฟิวส์กับสาหร่ายเวลส์และพริกไทยลอน แล้วเสิร์ฟในชามน้ำแข็ง
ข้างๆ กันคือ ‘ขนมดอกจอกสีดำสนิท’ ทรงดอกบัวแบบไทยดั้งเดิมที่ใช้พิมพ์ทองเหลืองจุ่มแป้งแล้วทอด แต่เขาผสมผงเถ้าจากกะลามะพร้าวลงไปในแป้งเพื่อให้เป็นสีดำ ตัวขนมสอดไส้ด้วยมูสที่ทำจากมันปูและกะทิ ตัดรสด้วยเจลน้ำส้มสายชูดอกเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ "รูปลักษณ์มันค่อนข้างสะดุดตามาก" จอห์นกล่าว ซึ่งดูจะเป็นคำพูดที่ถ่อมตัวเกินไปหน่อย "ตอนเราเปิดร้าน จานนี้แหละที่ทุกคนต้องถ่ายรูปและลงอินสตาแกรม มันกลายเป็นจานที่ทุกคนดั้นด้นมาเพื่อลองชิม มันยากมากที่จะถอดเมนูนี้ออกจากร้านในตอนนี้"
ที่นี่ไม่เสิร์ฟข้าว – ‘ผมรู้ว่ามันน่าตกใจ’
จานอื่นๆ จะหมุนเวียนไปตามฤดูกาล ซึ่งก็นำไปสู่สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ AngloThai ไม่เสิร์ฟข้าว ‘มันเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาก ผมรู้’ แทนที่จะใช้ข้าว พวกเขาทำงานร่วมกับผู้ผลิตที่คัดสรร ธัญพืชโบราณ (Heritage Grains) จากฟาร์มในสหราชอาณาจักร เช่น Emmer (คล้ายข้าวสเปลต์), Farro, ข้าวโอ๊ตเปลือย (Naked Oat) ที่รสชาติคล้ายข้าวกล้อง และ ข้าวบาร์เลย์ บางครั้งพวกเขาก็นึ่งในหม้อหุงข้าว หรือต้มในน้ำสต๊อกคอมบุแล้วนำไปผัดกับกงฟีเป็ด ขึ้นอยู่กับว่าเมนูตอนนั้นคืออะไร
Photograph: AngloThai
‘มีร้านอาหารไทยมากมายที่ทำอาหารไทยดั้งเดิมและเสิร์ฟข้าวจากประเทศไทย ซึ่งนั่นก็ดีมาก แต่เราแค่ต้องการสร้างความแตกต่าง มันสมเหตุสมผลกว่าที่เราจะเชิดชูธัญพืชท้องถิ่นเหล่านี้และบอกเล่าเรื่องราวให้ผู้คนฟัง เรารู้จักชื่อเกษตรกร เราไปเยือนถึงฟาร์ม ลูกค้าของเราสนใจในเรื่องราวและที่มาของวัตถุดิบเหล่านี้มาก’
ในช่วงแรกๆ ลูกค้าวัยผู้ใหญ่มักจะแสดงอาการตกใจเล็กน้อย การไม่เสิร์ฟข้าวในร้านอาหารไทยดูจะเป็นเรื่องต้องห้าม แต่จอห์นก็ตัดสินใจแล้วและมั่นคงในแนวทางนี้ ‘เรานำเข้าแค่มะพร้าวจากไทยเท่านั้น เพราะมันไม่มีอะไรทดแทนได้จริงๆ เราเคยลองทำนมจากพืชตระกูลถั่วอย่างนมถั่วเหลือง แต่มันรู้สึกไม่ใช่เวลาเอามาทำแกงแล้วปรุงรสด้วยนมถั่วชิกพี (Chickpea) มันให้ความรู้สึกที่ไม่ถูกต้อง’
รสเผ็ดแบบใต้ และคุณป้าจากภาคตะวันออก
Photograph: AngloThai
เมนูของร้านนำเอาแรงบันดาลใจจากทุกภูมิภาคของไทย แม้จอห์นจะยอมรับว่าพักหลังเขาเอียงไปทางอาหารภาคใต้มากกว่า เพราะเขาชอบรสเผ็ด กะทิ และเน้นอาหารทะเล ‘อาหารเหนือและอีสานจะมีความเป็นดินและกลิ่นรสที่รุนแรง (Funky) กว่า ซึ่งไม่ใช่รสชาติที่คนทั่วไปมักจะเชื่อมโยงกับ Fine Dining’ แม้พวกเขาจะเคยเสิร์ฟ ‘แกงอ่อม’ สไตล์อีสานที่ใช้เนื้อแกะ ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้าและผักชีลาวสด ซึ่งทำให้ลูกค้าหลายคนประหลาดใจ แต่นั่นคือจุดประสงค์ของเขา ‘เรามาที่นี่เพื่อเปิดหูเปิดตาให้ผู้คนเห็นอาหารไทยในเนื้อแท้ของมัน’
ตอนนี้ จอห์นสนใจ ‘อาหารไทยภาคตะวันออก’ เป็นพิเศษ เขาเพิ่งกลับจากการไปอยู่ที่จันทบุรีและตราด 4 วัน ไปทำอาหารกับเหล่าคุณป้าตามบ้าน และถูกบอกว่าสิ่งที่เขาทำมาน่ะ ‘ผิดหมดเลย’ เขาจึงเก็บรวบรวมสูตรอาหารเหล่านั้น ซึ่งหวังว่าจะได้นำไปลงในเมนูที่ลอนดอนในเดือนหน้า ‘เท่าที่ผมรู้ มีคนน้อยมากในระดับสากลที่ทำอาหารไทยภาคตะวันออก จุดอ้างอิงเดียวที่ผมเห็นคือร้าน 'ศรีตราด' ในกรุงเทพฯ มันเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักนัก
ความอ่อนแอคือเรื่องสนุก
จอห์นยอมรับว่าเขาไม่ได้ถนัดเรื่องขนมหวานมาแต่แรก แต่ ‘คุณต้องระบุจุดอ่อนของตัวเองให้เจอและแก้ไขมัน ไม่อย่างนั้นมันก็จะติดตัวคุณไปตลอด’ เมนู Vegan (มังสวิรัติ) ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย เขาไม่ได้ถนัดในตอนแรกแต่รู้ว่าต้องเรียนรู้ และพวกเขาก็ได้รับรางวัลจากเมนูนี้ จนถูกลิสต์ให้เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่โดดเด่นด้านมังสวิรัติ
Photograph: AngloThai
‘รีวิวจากลูกค้ากลุ่มนี้เป็นบวกเสมอ อาหารหลายจานต้องทำแยกออกมาจากเมนูปกติโดยสิ้นเชิง คุณไม่สามารถทำแกงอ่อมแบบวีแกนได้ เพราะตัวตนของมันคือน้ำปลาร้า คุณต้องหันไปใช้เมนูอื่นที่ต่างออกไปเลย มันเป็นงานที่หนักขึ้น แต่มันก็ดีนะเมื่อเราได้ภูมิใจกับสิ่งที่เราทำออกมาจริงๆ’
แผนสำหรับ 5-10 ปี
วิสัยทัศน์ระยะยาวคือการพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น ตอนนี้พวกเขาเริ่มทำ น้ำปลา (Garum) จากผักและผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ไม่ใช่แค่จากปลา พวกเขากำลังทำงานร่วมกับโรงเบียร์ใกล้ๆ เพื่อผลิต โคจิ (Koji) จากธัญพืชอังกฤษ และกำลังคุยเรื่องการเก็บเศษอาหารทะเลที่เหลือใช้เพื่อผลิตน้ำปลาของตัวเองในอนาคต
Photograph: AngloThai
‘มันอาจจะไม่ใช่แค่สำหรับร้านเราอย่างเดียวในตอนนั้น ถ้าเราทำได้ มันคงจะดีถ้าจะส่งให้ร้านอื่นๆ ด้วยเพื่อช่วยแชร์ต้นทุน แต่มันเป็นการวางแผนในระยะยาวแน่นอน’
ร้านโปรดในกรุงเทพฯ ของจอห์น
สำรับสำหรับไทย (Samrap Samrap Thai) คือร้านที่เขาเทใจให้เป็นอันดับหนึ่งในกรุงเทพฯ แบบไม่มีข้อโต้แย้ง ที่จริงแล้วเขามีนัดทานข้าวที่นั่นคืนนี้เลย เพียงครึ่งชั่วโมงหลังจากจบการสัมภาษณ์นี้
บ้านลำไย (Baan Lamyai) คือการค้นพบครั้งใหม่ของเขาในทริปนี้ เป็นร้านอาหารเล็กๆ ที่ดูแลโดยเชฟหญิง ซึ่งเปลี่ยนคอนโดของคุณย่าในตึกสูงให้กลายเป็นพื้นที่ทำอาหาร
สำหรับร้านบรรยากาศสบายๆ เขาแนะนำร้าน เส่ย (Soei) แถวๆ จตุจักร เป็นร้านสไตล์ครอบครัว (Mom-and-pop spot) ที่เขามักจะกลับไปกินอยู่บ่อยครั้ง
นอกจากนี้ เขายังอยากลองไปร้าน Ōre ซึ่งเป็นร้านของเชฟชาวกรีกที่เสิร์ฟ Tasting Menu ถึง 25-30 คอร์สในรูปแบบพอดีคำ (one-bite portions) โดยใช้ผลผลิตจากไทย แต่ดูเหมือนว่าทริปนี้เขาอาจจะมีเวลาไม่พอ
สำหรับสาย Natural Wine เขาแนะนำร้าน Chennin และ Mod Kaew Wine Bar ถ้าเป็น ค็อกเทล ต้องไปที่ the 1970 bar ส่วนเรื่อง คลับหรือที่เที่ยวกลางคืน น่ะเหรอ? ‘ผมว่าผมแก่เกินไปสำหรับเรื่องพวกนั้นแล้วล่ะ!’
นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่เราพอจะรีดเค้นออกมาได้ ก่อนที่เขาจะต้องรีบวิ่งไปให้ทันคิวจองมื้อค่ำที่ร้าน สำรับสำหรับไทย (Samrap Samrap Thai) เรื่องกินต้องมาก่อนเสมอ!

Travel
โจ คัมมิงส์ ชายผู้ปักหมุดประเทศไทยบนแผนที่การท่องเที่ยวระดับโลก
ก่อนจะมียุคออนไลน์ในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยติ๊กต็อก เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และแฮชแท็กสารพัด โลกของนักเดินทางในสมัยก่อนนั้นมีเพียงหนังสือเล่มเล็กปกสีน้ำเงินที่แบ็กแพ็กเกอร์ทุกคนต่างพกติดกระเป๋าไว้เสมอ แล้วใครกันที่เป็นผู้เขียนมันขึ้นมา หากไม่ใช่ชายหนุ่มผู้หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของสยามเมืองยิ้มอย่าง ‘โจ คัมมิงส์’ชายผู้จับปากกาเขียนไกด์บุ๊ก Lonely Planet Thailand เล่มแรก และเป็นผู้ที่หลงใหลในเมืองไทยแบบสุดหัวใจ ผู้พาคนทั้งยุคออกเดินทางไปรู้จักเสน่ห์ของอาณาจักรสยาม ตั้งแต่วัดที่งดงามที่สุด เมืองที่มีชีวิตชีวาไปจนถึงการนั่งตุ๊กตุ๊กที่ไม่มีวันลืม
ตัวผม ในฐานะนักเขียนที่บังเอิญมีหนังสือ Lonely Planet อยู่บ้าง จึงไม่พลาดโอกาสที่จะได้พูดคุยกับตำนานที่ยังมีลมหายใจคนนี้ ในพอดแคสต์ตอนล่าสุดของ Time Out Thailand เรานั่งคุยกันที่ สตูดิโอ Public House ซอยสุขุมวิท 31 และตามแผนที่วางไว้ เราเริ่มต้นสนทนาเป็นภาษาไทย ภาษาที่สองของเราทั้งคู่ ซึ่งกลายมาเป็นสื่อกลางในการคลี่เรื่องราว ชีวิต และการเดินทางของนักเขียน นักดนตรี นักแสดง และ ‘ไอคอนทางวัฒนธรรมโดยบังเอิญ’ คนนี้
Photograph: Joe Cummings
‘จิตวิญญาณ’ เสียงเรียกแรกที่นำพาเขามาสู่แดนแห่งสยาม
เรื่องราวของคัมมิงส์เริ่มต้นไกลจากดินแดนอาคเนย์อันร้อนระอุ เขาเกิดที่เมืองนิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกา แต่เติบโตตามทุกพื้นที่ที่ผู้เป็นพ่อถูกส่งไปประจำการในฐานะนายทหาร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่เคยมีบ้านเกิดอยู่ที่ใดเลย ‘พวกเราเปลี่ยนที่อยู่ทุกสองถึงสามปี’ โจย้อนเล่าถึงวัยเด็กที่เต็มไปด้วยการเดินทางของเขาและพ่อผู้รับใช้ชาติ
ดังนั้นการเดินทางจึงเหมือนอยู่ในสายเลือดของเขา และไม่น่าแปลกใจเลยเมื่อกนกตัวนี้ได้บินออกจากรังตามเข็มทิศที่ชี้ตรงไปทางทิศตะวันออก เขาโผยบินลงที่กรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2520 ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างน่าหลงใหลและเต็มไปด้วยเรื่องราวที่รอให้ถ่ายทอด
เขาเล่าว่า กรุงเทพฯ ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เป็นเมืองที่ ‘ช้ากว่า สงบกว่า และอากาศแย่ยิ่งกว่าทุกวันนี้เสียอีก’ เมืองที่ยังไม่มีทั้งรถไฟฟ้าและสะพานลอย มีเพียงรถเมล์ควันดำโขมง (ใช่เลย แบบเดียวกับที่เรายังเห็นอยู่ทุกวันนี้) กรุงเทพฯ ในวันนั้นทั้งโกลาหลและเปรี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์ในเวลาเดียวกัน จนในที่สุดเขาก็ย้ายขึ้นเหนือสู่เชียงใหม่ เมืองที่เปิดประตูให้เขาได้พบกับความสงบ ความคิดสร้างสรรค์ และผู้คนที่กลายเป็นชุมชน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นบ้านของเขายาวนานกว่าทศวรรษ
แต่ก่อนหน้าเขาจะริเริ่มคิดที่จะเขียนหนังสือไกด์ท่องเที่ยว สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของโจไปตลอดกาลคือหนังสือปกอ่อนเล่มหนึ่งที่เขาค้บพบบนชั้นหนังสือที่ฝุ่นเกาะเขลอะในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง หนังสือปกอ่อนเล่มนั้นคือหนังสือรวมธรรมเทศนาของ อาจารย์พุทธทาสภิกขุ หนึ่งในพระมหาเถระที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดของไทย ซึ่งคงเป็นของหายากไม่น้อยในฝั่งตะวันตกในเวลานั้น ราวกับว่าโชคชะตาได้ลิขิตไว้แล้วให้เขาได้พบมัน
‘คำสอนของท่านลึกซึ้งและไม่เหมือนที่ใดในโลก’ โจเล่า สำหรับนักศึกษาชาวอเมริกันในยุค‘70s การหลงใหลในคำสอนของพระภิกษุไทยอาจดูเป็นเรื่องประหลาด แต่หนังสือเล่มนั้นได้ปลุกบางสิ่งในใจเขาบางสิ่งที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขาไปตลอดกาล
Photograph: Time Out
หลังเรียนจบ เขาเข้าร่วมหน่วยสันติภาพ (Peace Corps) ด้วยจุดหมายที่ชัดเจนคือประเทศไทย ผ่านบทบาทอาสาสมัครที่พาเขาเดินทางมาถึงดินแดนแห่งนี้ และที่นี่เอง เขาก็วางแผนจนได้พบกับอาจารย์พุทธทาสภิกขุด้วยตนเอง
‘ผมพักอยู่กับท่านสามสัปดาห์ และตั้งแต่นั้นมาก็ได้รับอิทธิพลจากท่านมาตลอดชีวิต’ เขาเล่าอย่างละเมียดละไม
โชคชะตาอาจไม่ได้กำหนดให้เขาเป็นพระ แต่กลับทำให้เขากลายเป็น ‘สะพานเชื่อมระหว่างวัฒนธรรม’ ความสงบและความเข้าใจในพุทธศาสนาแบบไทยค่อยๆ หล่อหลอมวิธีคิดและวิธีเขียนของเขาเกี่ยวกับประเทศนี้ในเวลาต่อมา แต่สิ่งที่ฝังอยู่ในใจคัมมิงส์มากที่สุดกลับไม่ใช่เสียงสวดหรือการทำสมาธิ หากคือการตระหนักรู้ถึง ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของเขาเอง และถ้อยคำอันลึกซึ้งแทงทะลุจิตวิญญาณจากครูบาอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ในพุทธธรรม
เขายังจำได้ดีถึงบทสนทนาหนึ่งระหว่างเดินในป่า ‘วันหนึ่งท่านถามผมว่า ‘ทำไมเธอถึงชอบเดินทาง?’ ผมตอบว่า เพราะอยากเรียนรู้ พบผู้คน ศึกษาวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรม’ เขาหยุดนิ่งชั่วขณะ ก่อนเล่าต่อ แต่ท่านตอบว่า ‘ไม่ใช่หรอก... โยมชอบเดินทาง เพราะไม่ว่าโยมจะไปที่ไหน โยมไม่ต้องเป็นเจ้าของอะไรเลย’
Photograph: Joe Cummings
ชีวิตที่ขีดเส้นด้วยกระเป๋าแบ็กแพ็กและสมุดบันทึก
ถ้อยคำจากอาจารย์พุทธทาสยังคงก้องอยู่ในใจ และกลายเป็นแนวทางสงบๆ ที่กำหนดเส้นทางชีวิตของเขาตลอดมา การเดินทางสำหรับคัมมิงส์จึงไม่ใช่เรื่องของการสะสมตราประทับในพาสปอร์ตอีกต่อไป แต่คือการ ‘ปล่อยวาง’ เพื่อเปิดใจรับทุกประสบการณ์อย่างแท้จริง
เฉกเช่นเดียวกับนักเดินทางผู้รักการค้นคว้าในยุคนั้น เขาเสาะหาข้อมูลจากทุกที่ที่พอจะหาได้ ไม่ว่าจะเป็นจากผู้คน พระสงฆ์ ป้ายข้างทาง ไปจนถึงห้องสมุด วันหนึ่งเขาบังเอิญพบกับหนังสือ Lonely Planet ฉบับเมียนมาและศรีลังกายุคแรกๆ มันทำให้เขาหลงใหลในสำนวนการเขียนและประทับใจที่หนังสือเล่มนั้นช่วยให้เขาออกเดินทางได้ด้วยตัวเอง จนตัดสินใจเขียนจดหมายแอร์โอแกรมถึงผู้ก่อตั้ง โทนีและมอรีน วีลเลอร์ พร้อมความหวังลึกๆ ว่าจะได้รับคำตอบกลับ
แล้วอะไรคือสิ่งที่เขาพิชไป? ‘นักท่องเที่ยวที่มาไทยมีจำนวนมากกว่าเมียนมาและศรีลังการวมกัน ทำไมไม่ให้ผมเขียนไกด์บุ๊กสำหรับประเทศไทยล่ะ?’
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา จดหมายตอบกลับก็มาถึง วีลเลอร์สนใจสิ่งที่เขาพิชไปและตัวอย่างงานเขียนสองหน้าของเขาเกี่ยวกับเกาะสีชัง ก็เพียงพอจะทำให้เขาได้รับเงินล่วงหน้าเล็กน้อยและตั๋วเที่ยวเดียวสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่
คัมมิงส์เริ่มต้นเดินทางทั่วประเทศด้วยรถบัสเก่าๆ โคลงเคลงๆ นอนในวัด และเก็บทิปส์เด็ดๆ ระหว่างบทสนทนาจากนักดื่มในตลาดกลางคืน เขาค่อยๆ วาดแผนที่ประเทศไทยผ่านผู้คนและเรื่องราวที่ได้พบเจอ จนกลายเป็นหนังสือขนาดเพียง 128 หน้า ที่ต่อมากลายเป็น ‘คัมภีร์ของนักแบ็กแพ็กเกอร์’ และอาจกล่าวได้ว่า เป็น ‘พาสปอร์ต’ ที่พาโจ คัมมิงส์ เดินทางสู่ชีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าอันไม่รู้จบ
Photograph: Joe Cummings
สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า Lonely Planet
ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี คัมมิงส์ยังคงเขียนให้กับ Lonely Planet อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในเสียงสำคัญที่หล่อหลอมตัวตนของนิตยสาร แต่เส้นทางอาชีพของเขาก็ค่อยๆ ขยายออกไปไกลกว่าหน้ากระดาษ
ใน พ.ศ. 2546 ปีเดียวกับที่เขาได้พบกับ แอนโทนี บอร์เดน เป็นครั้งแรก โจได้รับโทรศัพท์สายหนึ่งที่ฟังดูเหมือนเรื่องที่โดนแกล้ง เพื่อนคนไทยของเขาซึ่งทำงานเป็นฟิกเซอร์ ถูกติดต่อจากทีมโปรดิวเซอร์ของ A Bigger Bang สารคดีทัวร์รอบโลกของ The Rolling Stones เพื่อขอให้ช่วยจัดหาสถานที่ในกรุงเทพฯ สำหรับมิค แจ็กเกอร์ และสมาชิกวงไว้พักผ่อน กินดื่ม และสังสรรค์
‘เพื่อนผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า The Rolling Stones คือใคร’ โจหัวเราะ ‘เขาเลยโทรมาหาผม ผมก็บอกไปว่า ‘ได้สิ ฉันน่าจะช่วยได้นะ’
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา คัมมิงส์ก็พบว่าตัวเองกำลังนั่งดื่มเบียร์สิงห์อยู่ริมถนนในเมืองหลวง กับหนึ่งในศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ระหว่างนั้น ทัวร์ของวงในมุมไบถูกยกเลิกกะทันหัน ทำให้มิคตัดสินใจอยู่ต่อ และเดินทางต่อไปยังลาว กัมพูชา และอีกหลายเมือง ตามคำแนะนำของโจ
และดูเหมือนการเดินทางครั้งนั้นจะทิ้งร่องรอยไว้ในใจลึกกว่าที่ใครคาดคิด ว่ากันว่า หลังจากแฟนสาวของมิค แจ็กเกอร์ เสียชีวิต เขาได้กลับไปยังหลวงพระบาง และใช้เวลา 10 วันในวัดแห่งหนึ่งที่โจเคยแนะนำไว้เมื่อหลายปีก่อน ราวกับกำลังแสวงหาความสงบและการเยียวยาทางจิตวิญญาณ ซึ่งไม่ต่างจากที่โจเคยทำเมื่อเริ่มต้นเส้นทางชีวิตของเขาเองหลายทศวรรษก่อนหน้า
Photograph: Joe Cummings
‘เตียงนอนอันแสนสบาย’
กว่า 40 ปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย โจ คัมมิงส์ได้พิสูจน์ตัวเองทั้งในฐานะนักวิชาการและคนโลคอลตัวจริง ถ้าถามว่าเย็นวันศุกร์เขามักจะไปอยู่ที่ไหน คำตอบคงไม่ใช่ห้องสมุด หากแต่เป็นเก้าอี้ในบาร์โดยเฉพาะที่ We Didn’t Land on the Moon (Since 1987) บาร์ศิลปะสุดแสบจากเชียงใหม่ที่มีสาวกเหนียวแน่นในกรุงเทพฯ
ทุกวันนี้ เส้นทางอาชีพของโจได้ขยายไปแทบทุกแขนงของวงการครีเอทีฟ ตั้งแต่การแต่งเพลงให้ภาพยนตร์ไทยฟอร์มยักษ์ การแสดงในหนังนับไม่ถ้วน ไปจนถึงการเขียนหนังสือที่ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการท่องเที่ยว วัฒนธรรม ไปจนถึงจิตวิญญาณ นอกจากผลงานกับ Lonely Planet แล้ว คัมมิงส์ยังเป็นผู้เขียนหนังสือ Sacred Tattoos of Thailand: Exploring the Magic, Masters and Mystery of Sak Yant, หนังสือ Buddhist Stupas in Asia: The Shape of Perfection และหนังสือ Chiang Mai Style ซึ่งล้วนสะท้อนความหลงใหลในศิลปะและวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างถ่องแท้
บนจอภาพยนตร์ เขาได้ปรากฏตัวในผลงานอย่าง มอร์ริสัน (Morrison), แสงกระสือ, ถ้ำหลวง ภารกิจแห่งความหวัง (Thai Cave Rescue) และ นางนอน (The Cave) พร้อมทั้งมีบทบาทอยู่เบื้องหลังในฐานะนักแต่งเพลงและที่ปรึกษาด้านครีเอทีฟให้ทั้งวงการโทรทัศน์และภาพยนตร์ เขาเคยพาแอนโทนี บอร์เดน ตะลุยทั่วประเทศไทยในรายการ Parts Unknown และยังเล่นกีตาร์ในวง Rolling Stones Cover Band อีกด้วย (ซึ่งแน่นอนว่าเขาเองก็เห็นความแตกต่างที่ประชดประชันในเรื่องนี้ไม่ต่างกัน)
ชายต่างชาติที่เข้าใจและถ่ายทอดหัวใจของแผ่นดินนี้ได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าคนไทยหลายคน เขาคือคนที่ใช้ชีวิตหลายบทบาท หลายเส้นทาง แต่ทั้งหมดนั้นหลอมรวมเป็นตัวตนเดียว - ตัวตนที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่หลงรักประเทศไทย...อย่างผมเอง
เมื่อบทสนทนาจบลง เสียงไมค์เริ่มสงบ ความเกร็งจางหาย ผมอดไม่ได้ที่จะหยอกเขาว่า “ตอนนี้คุณกลายเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งของประเทศไทยแล้วนะ”เขาหัวเราะ ยิ้มกว้าง แล้วตอบกลับมาทันทีว่า “งั้นผมคงเป็น...เตียงที่แสนสบายล่ะสิ”
ชายต่างชาติผู้เข้าใจและถ่ายทอดหัวใจของแผ่นดินนี้ได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าคนไทยหลายคน โจ คัมมิงส์คือผู้ชายที่ใช้ชีวิตผ่านหลากหลายบทบาทและเส้นทาง แต่ทั้งหมดนั้นกลับหลอมรวมเป็นตัวตนเดียวกันอย่างงดงาม ตัวตนที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครก็ตามที่หลงใหลในประเทศไทย...อย่างผมเอง
เมื่อบทสนทนาสิ้นสุด เสียงไมค์ค่อยๆ เงียบลง ความเกร็งที่เคยมีจางหายไป ผมอดไม่ได้ที่จะพูดแหย่เขาเล่นว่า
‘ตอนนี้คุณกลายเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ประจำประเทศไทยไปแล้วนะ’
เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนยิ้มกว้างตอบกลับมาทันทีว่า
‘งั้นผมก็คงเป็น...เตียงที่แสนสบายล่ะสิ’
สามารถฟังบทสัมภาษณ์เต็มได้ทาง YouTube ช่อง Time Out Thailand (พร้อมซับภาษาอังกฤษ และมีการแก้แกรมมาร์เล็กน้อย ก็แหงล่ะ ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองของเราทั้งคู่) ที่นี่
โปรแกรมหนัง

Movies
รวมลิสต์หนังน่าดูประจำเดือนมิถุนายนนี้
เข้าสู่หน้าฝนอย่างเป็นทางการแบบนี้ จะมีอะไรที่ดีไปกว่าการหลบฝนแล้วหนีไปดูหนังใหม่ๆ ที่เพิ่งตบเท้าเข้าโรงกัน มิถุนายนนี้เป็นอีกหนึ่งเดือนที่มีโปรแกรมหนังใหม่เพิ่มเข้ามาแบบไม่ขาดสาย เท่าที่ดูจะมีหนังแนวระทึกขวัญเยอะมากเป็นพิเศษ คอหนังสยองขวัญเตรียมเซฟลิสต์นี้เก็บไว้ให้ดี เพราะเดือนนี้มีทั้งภาพยนตร์เหนือจริงสุดหลอน ตลกล้อเลียนระดับตำนาน ไปจนถึงไซไฟฟอร์มยักษ์ที่ทุกคนรอคอย
วันนี้ Time Out คัดมาให้แล้ว 10 เรื่องเน้นๆ ที่ควรค่าแก่การตีตั๋วตลอดเดือนมิถุนายนนี้ จะมีเรื่องอะไรบ้าง เซฟลิสต์นี้เก็บไว้แล้วไปใช้เวลาในโรงภาพยนตร์กัน!

LGBTQ+
ย้อนมอง 10 ตัวละครเควียร์ในโลกภาพยนตร์ไทย ภาพสะท้อนตัวตนและพื้นที่ของการมีอยู่
เนื่องในเดือนมิถุนายน เดือนแห่งความภาคภูมิใจของผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ (Pride Month) เราเลยอยากชวนทุกคนย้อนกลับไปมองเรื่องราวของเหล่าตัวละครเควียร์ในโลกภาพยนตร์ไทยกันอีกครั้ง ผ่านเรื่องราวความรัก ความฝัน ความสับสน และการเติบโต ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์ไทยค่อยๆ เปิดพื้นที่ให้ตัวละคร LGBTQ+ มีตัวตนมากขึ้น จากวันที่ตัวละครเควียร์มักถูกวางไว้เป็นตัวละครตลก ตัวประกอบ หรือสีสันของเรื่อง สู่วันที่พวกเขากลายเป็นตัวละครหลักที่มีชีวิต มีความรัก มีความเจ็บปวด และมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง
บทความนี้จึงอยากชวนทุกคนไปสำรวจ 10 ตัวละครเควียร์จากภาพยนตร์ไทย ที่ไม่เพียงสะท้อนความหลากหลายทางเพศ แต่ยังบอกเล่าความหวัง ความเปราะบาง การต่อสู้ และข้อจำกัดที่คน LGBTQ+ ต้องเผชิญในแต่ละยุคสมัย เพราะแม้โลกวันนี้จะเปิดกว้างขึ้นกว่าเดิม แต่เรื่องราวของพวกเขาก็ยังคงย้ำเตือนว่า การที่ได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่นั้นไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และในโลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย อย่างน้อยก็คงดีถ้าตัวละครเหล่านี้ รวมถึงผู้คนอีกมากมายในชีวิตจริง ได้มีโอกาสเป็นตัวเอง รักคนที่อยากรัก และได้ใช้ชีวิตในแบบที่พวกเขาเลือกได้อย่างไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไป

Movies
เทศกาลหนังโลกป่วยเราต้องเปลี่ยนกลับมาอีกครั้งที่ ลิโด้ คอนเน็คท์ และหอศิลป์บ้านจิมทอมป์สัน วันที่ 12-21 มิถุนายนนี้
ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติหรือรายงานทางวิชาการที่ไกลตัวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นความจริงอันแสนเจ็บปวดที่แทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน เทศกาลภาพยนตร์ Changing Climate, Changing Lives (CCCL) Film Festival ประจำปีนี้ จึงกลับมาทำหน้าที่สำคัญอีกครั้งในการเป็นสะพานเชื่อมโยงความจริงอันโหดร้ายเข้ากับพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ผ่านมุมมองของนักเล่าเรื่องและคนทำหนังรุ่นใหม่จากทั่วทุกมุมโลก
Photograph: Kawin SirichantakulHidden Paradise
ยกระดับการสื่อสารประเด็นสิ่งแวดล้อมให้ก้าวพ้นภาพจำเดิมๆ ที่มักถูกมองว่าน่าเบื่อหรือจำกัดอยู่เพียงแค่สารคดีเชิงอนุรักษ์ เทศกาลได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เรื่องราวโลกป่วยสามารถถูกนำเสนอได้อย่างทรงพลัง น่าติดตาม และเปี่ยมด้วยความหวัง ผ่านภาพยนตร์หลากหลายแนวทาง ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแต่ง แอนิเมชัน ไปจนถึงงานทดลองที่ท้าทายความคิด พื้นที่แห่งนี้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ เยาวชน และกลุ่มคนเล็กๆ ในสังคมที่มักไร้เสียง ได้ส่งเสียงสะท้อนความจริงเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤตโลกรวนในชุมชนของตนเอง ซึ่งหลายครั้งช่วยปลุกปลอบและกระตุ้นให้ผู้ชมตระหนักว่า บาดแผลของโลกใบนี้เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ
Photograph: HAULOUTCCCL Film Festival
นอกเหนือจากการจัดฉายภาพยนตร์แล้ว เทศกาลปีนี้ยังเน้นย้ำถึงบทบาทของการเป็นพื้นที่กว้างสำหรับการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ ผ่านกิจกรรมเสวนาและการลงพื้นที่สร้างเครือข่าย เพื่อให้เกิดบทสนทนาที่จับต้องได้จริงหลังจากแสงไฟในโรงภาพยนตร์ดับลง CCCL ยังคงจุดประกายให้ผู้คนเดินออกจากโรงภาพยนตร์พร้อมความตั้งใจที่จะลงมือทำบางสิ่งเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม เพราะภาพยนตร์ในเทศกาลนี้ อาจเป็นภาพยนตร์ที่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดการลงมือทำจริงในโลกแห่งความเป็นจริง
ที่ ลิโด้ คอนเน็คท์ และหอศิลป์บ้านจิมทอมป์สัน วันที่ 12-21 มิถุนายนนี้ เข้าฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย (สำรองที่นั่ง)

Movies
ชวนชิมมื้ออร่อยจนขึ้นสวรรค์ กับ ‘ครัวสาว’ ภาพยนตร์ชวนขนหัวลุกลำดับล่าสุดของ ‘เป็นเอก รัตนเรือง’ 2 กรกฎาคมนี้
‘อาหารของสาว ทำให้ผมไม่อยากไปทำงาน’ คำชื่นชมจากปากชายหนุ่มที่มีต่อภรรยาผู้เป็นแม่ศรีเรือนเพียบพร้อม ทั้งงานบ้าน งานครัว และรสมือที่อร่อยราวกับได้ขึ้นสวรรค์ ทว่าตัดภาพมาอีกที ร่างของเขากลับนอนไร้วิญญาณอยู่บนสนามหญ้า…
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากตัวอย่างภาพยนตร์ที่ปล่อยออกมาให้แฟนหนังได้ตื่นเต้นกัน สำหรับผลงานกำกับชิ้นล่าสุดของตำนานผู้กำกับแถวหน้าเมืองไทยอย่าง ‘เป็นเอก รัตนเรือง’ ในภาพยนตร์ระทึกขวัญ-ดรามาเรื่อง ครัวสาว (Morte Cucina)
ผลงานครั้งนี้พาไปดูเบื้องหลังอันมืดดำในห้องครัวและชีวิตรัก เล่าเรื่องราวของ ‘สาว’ (รับบทโดย เบลล่า-ธนัชพร บุญแสง) พนักงานเสิร์ฟในกรุงเทพฯ ผู้อยู่กับอดีตอันแสนเจ็บปวด จนกระทั่งได้โคจรมาพบกับ ‘กรณ์’ (รับบทโดย กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์) ชายหนุ่มที่เป็นต้นเหตุของบาดแผลในใจ เธอจึงเริ่มต้นแผนการแก้แค้นสุดเยือกเย็น ด้วยการสวมบทบาทเป็นภรรยาในฝันเพื่อเสิร์ฟมื้ออาหารที่ ‘อร่อยถึงตาย’ โดยไม่ต้องพึ่งยาพิษแม้แต่หยดเดียว
View this post on Instagram
A post shared by Pen-ek Ratanaruang (@penek69)
ความพิเศษของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้ผู้กำกับภาพระดับตำนานอย่าง 'คริสโตเฟอร์ ดอยล์' มาร่วมเนรมิตงานภาพที่สะท้อนความเหงาและดำดิ่งได้อย่างปวดใจ โดยก่อนหน้านี้ ครัวสาว ได้ไปประกาศศักดาในเวทีสากล ด้วยการฉายรอบปฐมทัศน์โลก ในฐานะภาพยนตร์เปิดฉายของสายภาพยนตร์เกี่ยวกับอาหาร (Culinary Zinema) ณ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติซานเซบัสเตียน ครั้งที่ 73 และฉายรอบปฐมทัศน์ในเอเชียที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ครั้งที่ 38 เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา
ถือเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ไทยคุณภาพที่ไม่ควรพลาด กับการนำเมนูอาหารไทยจานโปรดของใครหลายคน มาเสิร์ฟพร้อมเรื่องราวระทึกขวัญชวนขนลุก เตรียมลิ้มรสความแค้นพร้อมกันวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

Movies
ดูหนังย้อนยุคฟรี ณ หอสมุดเมืองกรุงเทพฯ ตลอดมิถุนายนนี้
หลบละอองฝนยามเย็นในช่วงต้นฤดูฝน แล้วพากายใจย้อนเวลากลับไปสู่ยุคทองของภาพยนตร์ไทยกับโปรแกรมพิเศษ ‘ดูหนังย้อนยุคฟรี’ ที่หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร ย่านพระนคร ตลอดเดือนมิถุนายนนี้ อีเวนต์ที่สายอาร์ต คอหนัง และผู้ที่หลงใหลในความคลาสสิกวินเทจไม่ควรพลาด งานนี้เป็นการเชิญชวนทุกคนมาล้อมวงชมภาพยนตร์เก่าขึ้นหิ้งระดับตำนานที่หาชมได้ยากยิ่งในปัจจุบัน ซึ่งภาพยนตร์ที่นำมาจัดฉายในครั้งนี้ หลายเรื่องได้รับการยกย่องและขึ้นทะเบียนให้เป็น ‘มรดกภาพยนตร์ของชาติ’ ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สัมผัสเสน่ห์ของแผ่นฟิล์มในอดีตผ่านจอใหญ่กลางกรุง
Photograph: VIPASanti-Vina
ไลน์อัปในแต่ละสัปดาห์อัดแน่นไปด้วยผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่จะพาคุณถูกกลืนไปกับมนต์ขลังแห่งอดีต โดยคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันให้สมกับความทรงคุณค่า เริ่มต้นด้วย ‘สันติ-วีณา’ (2497) ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มสี 35 มม. และสร้างประวัติศาสตร์เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ไปคว้ารางวัลในเวทีต่างประเทศ, ตามมาด้วย ‘ชั่วฟ้าดินสลาย’ (2498) ฉบับคลาสสิกดั้งเดิมที่ถ่ายทอดโศกนาฏกรรมความรักและกิเลสของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งกินใจ พร้อมด้วยผลงานชิ้นเอกของบรมครูแห่งวงการภาพยนตร์ไทยอย่าง ‘รัตน์ เปสตันยี’ ได้แก่ ‘โรงแรมนรก’ (2500) ภาพยนตร์ตลกร้ายแนวฟิล์มนัวร์ที่วิพากษ์วิจารณ์สังคมได้อย่างเฉียบคม และ ‘น้ำตาลไม่หวาน’ (2507) ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ที่มีชั้นเชิงและเทคนิคการนำเสนอที่ล้ำสมัยเกินยุค
Photograph: JadeBangkok City Library
บรรยากาศภายในห้องฉายภาพยนตร์จะพาคุณอินไปกับมู้ดแอนด์โทนสุดคลาสสิก ทั้งสีสันของการเกรดสีฟิล์มยุคเก่า แฟชั่นเสื้อผ้าหน้าผมของนักแสดงระดับตำนาน และบทสนทนาอันละมุนละไมที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนไทยในวันวาน เหมาะสุดๆ สำหรับการหลีกหนีความวุ่นวาย หามุมสงบเงียบเพื่อพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ นอกจากนี้ ตัวอาคารหอสมุดเมืองกรุงเทพฯ เองก็มีความสวยงามโอ่อ่าคลาสสิกที่เข้ากับธีมงานอย่างลงตัว ทำให้คุณสามารถจัดทริปวันอาทิตย์แบบสโลว์ไลฟ์ เดินเล่นย่านพระนคร แวะคาเฟ่ อ่านหนังสือ หรือถ่ายรูปเก๋ๆ ก่อนเข้าชมภาพยนตร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
มาร่วมอนุรักษ์และสืบสานคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้รากเหง้าของวงการบันเทิงไทย ที่ Theater room ชั้น 1 หอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร ย่านพระนคร เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงพกบัตรประชาชนใบเดียวก็สามารถเดินเข้าชมได้เลยทันที ทุกวันอาทิตย์ที่ 7, 14, 21 และ 28 มิถุนายน 2569 เริ่มฉายเวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

Movies
The Sheep Detectives เมื่อแกะช่างจ้อขอสวมรอยนักสืบ ในคดีฆาตกรรมสุดหรรษา
ผลงานชิ้นนี้ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเยาวชนระดับขึ้นหิ้งอย่าง ‘Three Bags Full’ ของ ‘Leonie Swann’ ที่บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าสัตว์พูดได้ที่พร้อมจะละลายหัวใจอันแข็งแกร่งที่สุด ผสมโรงด้วยมุกตลกชั้นดีที่หยอดมาได้อย่างถูกจังหวะ ผู้กำกับอย่าง ‘Kyle Balda’ จาก ‘Minions’ ทำหน้าที่ต้อนพล็อตคดีฆาตกรรมอันซับซ้อน แกะช่างพูด และแง่คิดที่ลึกซึ้ง ให้เข้าที่เข้าทางได้อย่างน่าประทับใจ พร้อมมอบรอยยิ้มให้กับผู้ชมทุกเพศทุกวัย
Photograph: The Sheep Detectives
การร่วมงานกันระหว่าง ‘Balda’ และคนเขียนบทมือทองอย่าง ‘Craig Mazin’ ผู้มีผลงานสุดขั้วตั้งแต่ ‘The Last of Us’ ไปจนถึง ‘Scary Movie’ ได้ตัดสินใจย้ายฉากหลังของเรื่องจากไอร์แลนด์มาสู่ชนบทของอังกฤษแทน ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพชีวิตในหมู่บ้านอังกฤษละมุนละไม ตัวละครในหมู่บ้านเต็มไปด้วยสีสันที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น ‘Hugh Jackman’ ในบท ‘จอร์จ ฮาร์ดี้’ คนเลี้ยงแกะจอมหงุดหงิด ตำรวจที่ดูพึ่งพาไม่ได้ซึ่งรับบทโดย ‘Nicholas Braun’ เกษตรกรคู่ปรับอย่าง ‘Tosin Cole’ ไปจนถึงคนขายเนื้อที่เกลียดมังสวิรัติเข้าไส้และบาทหลวงท่าทางมีเลศนัย และเมื่อนักข่าวจากเมืองกรุงอย่าง ‘Nicholas Galitzine’ เดินทางมาเพื่อหาข่าวใหญ่ เบาะแสเดียวที่เขาพอจะหาได้อาจมาจากเจ้าของโรงแรมจอมแส่ที่นำแสดงโดย ‘Hong Chau’ เพราะนี่คือหมู่บ้านที่ปกติแทบไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
Photograph: The Sheep Detectives
ทว่าในความเงียบสงบนั้น จอร์จกลับถูกวางยาพิษเสียชีวิตอย่างปริศนาท่ามกลางทุ่งหญ้ายามวิกาล โชคดีที่ก่อนตายจอร์จได้ฟูมฟักฝูงแกะของเขาด้วยการอ่านนิยายสืบสวนสอบสวนให้ฟังเป็นประจำทุกคืน ดังนั้นเมื่อเหล่าสมาชิกขนปุยพบศพเจ้านาย ภารกิจตามล่าฆาตกรจึงเริ่มต้นขึ้นทันที ยิ่งเมื่อทนายความสาวผู้เย่อหยิ่งอย่าง ‘Emma Thompson’ เผยว่าคนเลี้ยงแกะผู้ล่วงลับทิ้งมรดกไว้มหาศาลถึง 30 ล้านเหรียญ เกมการสืบสวนฉบับ ‘กีบเท้า’ จึงเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยหนังสร้างโลกที่แกะสื่อสารกันเองได้อย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่มนุษย์จะได้ยินเพียงเสียงร้องปกติเท่านั้น ซึ่งความใส่ใจเล็กๆ ที่น่ารักคือแม้แต่สิงโต MGM ในตอนเปิดเรื่องยังส่งเสียงร้องเป็นแกะแทนเสียงคำรามเดิม
Photograph: The Sheep Detectives
เบื้องหลังฝูงแกะเหล่านี้คือการระดมพลนักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์มาให้เสียงพากย์ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษ นำโดย ‘Julia Louis-Dreyfus’ ในบท ‘ลิลลี่’ แกะจอมอัจฉริยะผู้นำทีมสืบสวน เสริมทัพด้วย ‘Bryan Cranston’ ในบท ‘เซบาสเตียน’ แกะตัวผู้รักสันโดษ และ ‘Chris O’Dowd’ ในบท ‘ม็อพเพิล’ แกะที่มีบุคลิกหม่นๆ ราวกับทหารผ่านศึก
The Sheep Detectives คือภาพยนตร์ที่มอบความบันเทิงอย่างเปี่ยมล้น เป็นการใช้เวลา 2 ชั่วโมงได้อย่างรื่นรมย์และคุ้มค่า พร้อมฝากข้อความกินใจเรื่องความจงรักภักดีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเอาไว้ได้อย่างงดงาม
วันนี้ในโรงภาพยนตร์

Things to do
‘เกิด แก่ เจ็บ งาน’ มองชีวิตชนชั้นแรงงานผ่าน 10 ตัวละคร ในโลกภาพยนตร์ไทย
เนื่องในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ตรงกับ ‘วันแรงงาน’ (Labour Day) เราเลยอยากชวนทุกคนลองหันกลับมามอง ชีวิตการทำงานใกล้ตัวกันอีกครั้ง ไม่ใช่ผ่านตัวเลขเศรษฐกิจหรือข่าวนโยบาย แต่ผ่านตัวละครในหนังไทย ที่เล่าเรื่องของคนธรรมดาได้เจ็บแสบไม่แพ้ชีวิตจริง
หลายคนอาจะรู้กันดีว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กฎหมายแรงงานไทยอาจมีการขยับอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิลาคลอด การปรับค่าแรงขั้นต่ำในบางพื้นที่ หรืออัปเดตสิทธิประกันสังคมใหม่ๆ แต่คำถามคือ ในชีวิตของคนทำงานจริงๆ สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนอะไรได้มากแค่ไหน?
บทความนี้เลยอยากชวนไปสำรวจ 10 ตัวละครชนชั้นแรงงานในโลกภาพยนตร์ไทย ที่สะท้อนทั้งความฝัน ความเปราะบาง และแรงกดดันในแต่ละอาชีพ ตั้งแต่พนักงานออฟฟิศ ฟรีแลนซ์ คนขับแท็กซี่ ไปจนถึงแรงงานนอกระบบ เพื่อดูว่าสุดท้ายแล้วชีวิตของคนทำงานบนจอ กับนอกจอ มันต่างกันมากน้อยแค่ไหน หรือจริงๆ แล้ว เราอาจกำลังดูเรื่องเดียวกันอยู่ก็ได้

Movies
อนิเมะที่ดีที่สุดของปี 2026 ณ ตอนนี้ มาดูกันว่ามีเรื่องไหนน่าดูบ้าง
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง Time Out Worldwide เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 และถูกนำมาเรียบเรียงใหม่เป็นภาษาไทย
ปี 2026 ถือว่าเปิดฉากวงการอนิเมะได้คึกคักกว่าที่หลายคนคาดไว้ตั้งแต่ต้นปี อย่างการกลับมาของซีรีส์ยอดฮิตอย่าง ‘Jujutsu Kaisen (มหาเวทย์ผนึกมาร)’ และ ‘Frieren: Beyond Journey’s End (ฟรีเรน คำอธิษฐานในวันที่จากลา)’ ที่ช่วยปลุกกระแสแฟนอนิเมะให้กลับมาตื่นเต้นอีกครั้ง ทั้งด้วยงานภาพระดับจัดเต็ม ตัวละครที่ยังคงน่าติดตาม และเสียงตอบรับจากแฟนๆ ที่ยังเหนียวแน่นดังเดิม
และถ้าดูจากไลน์อัปอนิเมะเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ก็ดูเหมือนว่าเหล่าโอตาคุทั้งหลายกำลังจะได้ดูอะไรสนุกกันอีกยาวๆ เพราะนอกจากภาคต่อที่หลายคนรอคอยแล้ว ยังมีอนิเมะใหม่ๆ ที่มาแรงเกินคาด
ไม่ว่าจะเป็น ‘Witch Hat Atelier (จอมเวทย์ฝึกหัดกับหมวกมหัศจรรย์)’ และ ‘Daemons of the Shadow Realm (ยมลแห่งยมโลก)’ ที่เพิ่งออกอากาศไปไม่กี่ตอนก็กวาดคำชมจากคนดูได้แล้ว หรืออย่าง ‘Hell’s Paradise (สุขาวดีอเวจี)’ และ ‘Dorohedoro (สาปพันธุ์อสูร)’ ที่ในที่สุดก็กลับมาสานต่อเรื่องราวหลังปล่อยให้แฟนๆ รอกันมานานหลายปี
เรียกได้ว่าปีนี้มีทั้งเรื่องใหม่ที่น่าจับตา และการกลับมาของเรื่องโปรดที่หลายคนคิดถึง จนตามดูแทบไม่ทัน นี่คือลิสต์อนิเมะที่ดีที่สุดของปี 2026 ณ ตอนนี้ สำหรับใครที่กำลังมองหาอนิเมะสนุกๆ ไว้ดูยาวๆ ตอนนี้คือช่วงเวลาที่เหมาะสุดแล้วในการเริ่มตามเก็บให้ครบ

Movies
รวมหนังฟอร์มยักษ์ 26 เรื่องที่ห้ามพลาดในปี 2026
หลังจากวงการภาพยนต์ผ่านช่วงขึ้นๆ ลงๆ มาหลายปี ปี 2026 นี้กำลังถูกมองว่าเป็นปีชี้ชะตาของอุตสาหกรรมภาพยนต์ ตลอด 12 เดือนที่กำลังจะถึง อัดแน่นไปด้วยผลงานที่พลาดไม่ได้ หรือพูดให้ตรงกว่านั้นคือ หนังที่ค่ายต่างๆ ไม่อยากให้พลาดเลยแม้แต่เรื่องเดียว ตั้งแต่ Toy Story ภาค 5 ไปจนถึงภาคต่อที่แฟนๆ รอคอยของ The Devil Wears Prada รวมถึงผลงานใหม่ของสตีเวน สปีลเบิร์ก และโปรเจกต์ยักษ์จากคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ขนนักแสดงระดับท็อปแทบทั้งฮอลลีวูดไปโลดแล่นในฉากกรีกโบราณ
ไตรภาค Dune จะปิดฉากลง ขณะที่จักรวาลภาพยนต์มาร์เวลเตรียมเรียกความคึกคักกลับมาอีกครั้งด้วยหนังซูเปอร์อีโร่ฟอร์มยักษ์ที่สุดนับตั้งแต่ ‘Endgame’ และยังมีผลงานต่อคิวอีกเพียบ ทั้ง ‘Frankenstein’ เวอร์ชันใหม่ ‘28 Year Later’ ที่หวนคืนจอ รวมถึง ‘Superman’ ที่กลับมาอีกครั้ง (อย่างน้อยก็ในเวอร์ชั่นของ ‘ญาติซูเปอร์แมน’)
อย่างที่เราเกริ่นไปแล้วว่า ปีนี้คือปีของหนังฟอร์มยักษ์ก็จริง แต่สำหรับใครที่ไม่ได้อินกับเกมใหญ่ของหนังบล็อกบัสเตอร์ฮอลลีวูดเป็นพิเศษ แค่อยากหาหนังดีๆ ดูสักเรื่อง ก็ยังมีหนังขนาดเล็กถึงกลางอีกมากมายที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน และนี่คือ 26 ภาพยนตร์ที่เรารอคอยมากที่สุด

Movies
รวมซีรีส์และสตรีมมิ่งยอดเยี่ยมแห่งปี 2026
ปี 2026 เริ่มต้นขึ้นด้วยจังหวะที่ทำเอาคอหนังแทบหายใจหายคอไม่ทัน ทั้งการกลับมาของสายลับมาดเนี้ยบใน The Night Manager, ความดุเดือดของโลกการเงินใน Industry ไปจนถึงโปรเจกต์ใหม่จากผู้สร้าง Derry Girls ทีมกองบรรณาธิการของเรายอมอดหลับอดนอน (และละเลยงานบ้านไปบ้าง) เพื่อคัดสรรสิ่งที่ คู่ควรกับเวลาพักผ่อนอันน้อยนิดของคุณ มาทำให้การนั่งโซฟาหลังเลิกงานคุ้มค่าที่สุดด้วยลิสต์ระดับตัวท็อปเหล่านี้กัน!คอนเทนต์แนะนำ🔥 The best TV and streaming shows of 2025📺 The 100 greatest TV shows of all time
รีวิวบาร์ในกรุงเทพฯ

Nightlife
Bar.Yard โฉมใหม่ การกลับมาของรูฟท็อปสายปาร์ตี้ ที่ให้มากกว่าแค่การกินดื่ม
ใครกำลังมองหาที่แฮงเอาต์ใหม่ที่ให้มากกว่าแค่การกินดื่ม Bar.Yard บนดาดฟ้า Kimpton Maa-Lai Bangkok กลับมาอีกครั้งกับการรีแวมป์ครั้งใหญ่ที่ตั้งใจนิยามไนต์ไลฟ์ของกรุงเทพฯ ใหม่ให้ร้อนแรงกว่าเดิม
ดีไซน์ร้านถูกยกระดับสู่การปรับโฉมใหม่ให้เป็นบาร์ที่ร้อนแรงที่สุดในกรุงเทพฯ อย่างเต็มตัว ผสมกลิ่นอายไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ Pan-Latin เข้าด้วยกันอย่างมีสไตล์ ตั้งแต่แสง สี อินทีเรียร์ ไปจนถึงรายละเอียดที่สายโซเชียลต้องหยิบมือถือขึ้นมาทันที
Photograph: Kimpton Maa-Lai Bangkok
ฝั่งดนตรีเลือกเดินด้วยจังหวะ Afro House ที่ทั้งอินเตอร์ และชวนขยับตัว พร้อมดีเจเซ็ตจากทั้งทีมดีเจประจำและแขกรับเชิญ รวมถึงเอนเตอร์เทนเมนต์ที่ทำให้แต่ละคืนไม่ซ้ำกัน อาหารนำโดยเชฟจากเปรู กับเมนู Pan-Latin x Thai รสจัด คาแรกเตอร์ชัด กินสนุก เข้าคู่ค็อกเทลสร้างสรรค์ที่มีตั้งแต่สายปาร์ตี้ไปจนถึงตัวเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์
Bar.Yard คือคำตอบของคำถามว่าคืนนี้จะกิน ดื่ม และปาร์ตี้ที่ไหนดีแบบไม่ต้องคิดนาน
ที่ Bar.Yard, Kimpton Maa-Lai Bangkok เปิดบริการวันพฤหัสบดี - เสาร์ เวลา 17.00 - 02.00 น. และวันอาทิตย์ - พุธ เวลา 17.00 - เที่ยงคืน

Bars
Lost in Thaislation
ข้าวมันไก่ ผัดไทย หมูสับเกี้ยมบ๊วย ข้าวเหนียวมะม่วง ทั้งหมดนี้คือชื่อเมนูค็อกเทลของร้าน Lost in Thaislation บาร์ใหม่ย่านทองหล่อโดย ‘ฝาเบียร์ - สุชาดา โสภาจารี’ บาร์เทนเดอร์หญิงที่คลุกคลีอยู่ในวงการบาร์มานาน 10 ปี แต่นี่คือครั้งแรกที่เราจะได้รู้จักเธอในฐานะเจ้าของร้าน
Lost in Thaislation เกิดจากการที่ฝาเบียร์รู้สึกว่า “ไม่อยากทำบาร์ให้ใครแล้ว” เท่านั้นเลย และพอมาทำบาร์ของตัวเอง ทุกๆ องค์ประกอบในร้านเลยมาจากเธอคนเดียวทั้งหมด ตั้งแต่ชื่อร้านที่เธอเล่าให้ฟังว่า ได้ไอเดียมาจากการพูดคุยกับบาร์เทนเดอร์ต่างชาติที่มา guest shift รวมถึงลูกค้าต่างชาติที่ต้องสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ แต่เธอรู้สึกว่ามันไม่สามารถสื่อสารอารมณ์ออกมาได้เต็มที่ บางครั้งพูดแบบ broken english ไปแล้วรู้สึกอินมากกว่า
ไอเดียนั้นต่อยอดมาสู่เครื่องดื่มในคอนเซ็ปต์ Translate Solid to Liquid เล่นกับการแปล (แปร) ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของภาษา แต่เป็นการแปรของแข็งให้อยู่ในรูปของเหลวซึ่งก็คือค็อกเทล โดยสิ่งที่ฝาเบียร์นำมาแปรในช่วงแรกของการเปิดร้านก็คือ ‘อาหาร’
มี 2 เหตุผลที่ฝาเบียร์เลือกนำเมนูอาหารมาทำค็อกเทล อย่างแรกคือจากประสบการณ์ที่ต้องคอยรับบทไกด์พากินอยู่บ่อยๆ และชอบมีลูกค้าต่างชาติถามว่ามากรุงเทพฯ กินอะไรดี? หลังจากบาร์ปิด ครั้งนี้เธอเลยเลือกที่จะตอบด้วยค็อกเทลแทน อีกอย่างคือเธออยากสนับสนุนธุรกิจ F&B ในแบบที่เธอทำได้ และอยากทำให้คนเห็นว่าถึงบาร์จะเป็นธุรกิจกลางคืนที่ถูกมองว่าเทาๆ แต่ก็สามารถช่วยร้านกลางวันได้เหมือนกัน
ก่อนหน้านี้ฝาเบียร์เคยไปอินเทิร์นที่ญี่ปุ่น เธอเลยนำแนวคิดการออกแบบบาร์มาใช้ที่นี่และเรียกมันว่า Thoughful Bar คือบาร์ที่คิดเผื่อลูกค้า (แต่ไม่ใช่ลูกค้าเป็นพระเจ้า) คิดเผื่อในที่นี้คือคิดในมุมของลูกค้าว่ามานั่งบาร์แล้วต้องการอะไร แล้วออกแบบบาร์ตามโจทย์นั้น ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือพื้นตรงที่นั่งหน้าบาร์จะถูกยกให้สูงกว่าพื้นด้านหลังบาร์หนึ่งสเต็ป เวลาลูกค้านั่งจะได้อยู่ในระดับเดียวกับบาร์เทนเดอร์ที่ยืนอยู่หลังบาร์ เวลาพูดคุยกันสายตาจะได้อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ต้องมีใครมองสูงหรือมองต่ำ ทำให้รู้สึกถึงความเท่าเทียม
ผนังฝั่งตรงข้ามบาร์จริงๆ เป็นที่สำหรับสแตนดิงเวลาที่นั่งเต็ม แต่แทนที่จะทำเป็นบาร์ยื่นออกมาสำหรับวางแก้ว ฝาเบียร์เลือกทำผนังให้เป็นช่องเข้าไป กว้างพอสำหรับวางแก้ว 2-3 ใบ ลูกค้า (ที่เมาแล้ว) จะได้ไม่ต้องเดินชน
กลับมาที่ค็อกเทลที่ชื่อ – และรสชาติเหมือนอาหาร ฝาเบียร์ย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่ใช่การนำอาหารมาปั่นให้ลูกค้าดื่ม เพราะแบบนั้นดื่มไม่ได้แน่นอน แต่เป็นการหยิบจับองค์ประกอบในแต่ละเมนูมาผ่านกระบวนการจนได้รสชาติและกลิ่นที่ต้องการแล้วนำมาประกอบกันเป็นค็อกเทลอาหารที่ดื่มแล้วเห็นภาพของจานนั้นๆ ลอยมาแบบชัดเจน แต่ก็ยังดื่มง่ายไม่อี๋เลยสักแก้ว
ค็อกเทลแต่ละแก้วได้แรงบันดาลใจมาจากเมนูขึ้นชื่อของร้านอาหารเจ้าดังในย่านทองหล่อ ได้แก่ ‘ข้าวมันไก่’ จากร้านบุญตงเกียรติ แก้วนี้นำวอดก้าไปซูวีกับหนังไก่ เสร็จแล้วนำไปแฟตวอช เติมสาเกอินฟิวส์ข้าวเหนียวให้ได้กลิ่นข้าว ตามด้วยโซดามิโสะขิง เยลที่ทำจากผักชีทั้งต้นกลั่นกับจินและการ์นิชด้วยถั่วงอกดองน้ำมันงาและแตงกวา กลิ่นไก่ต้มหอมๆ (ยืนยันว่าไม่คาว) กลิ่นข้าวและกลิ่นเครื่องปรุงในน้ำจิ้มมากันครบ เป็นดริงก์ที่ลงตัวมาก มีการเสิร์ฟหนังไก่ทอดให้คนที่สั่งข้าวมันไก่ทอดด้วย
‘ข้าวเหนียวมะม่วง’ จากร้านแม่วารี เครื่องดื่มเบสรัมและอามะสาเกที่ตัวดริงก์เป็นตัวแทนของข้าวเหนียวมูน โปะด้วยโฟมเอสพูมามะม่วงนุ่มๆ โรยผงคินาโกะที่ทำจากน้ำมันมะพร้าวกับกะทิ เป็นแก้วที่มีความหวาน มัน หอมเหมือนกินข้าวเหนียวมะม่วงจริงๆ นั่นแหละ แต่ต้องค่อยๆ จิบเพราะแรงเอาเรื่องอยู่
‘ผัดไทชาวเล’ จากร้านหอยทอดชาวเล ใช้บรั่นดีเป็นเบส ใส่ไซรัปมะขาม น้ำตาลมะพร้าวให้ได้รสชาติของซอสผัดไท ใช้ปลาคัตสึโอะที่มีกลิ่นคล้ายเปลือกกุ้งแทนกุ้งจริงๆ เพราะคนแพ้กุ้งเยอะ และใช้อามะสาเกแทนความเป็นแป้งของเส้นจันทน์ โรยผงโทการาชิเพิ่มความเผ็ดและเสิร์ฟพร้อมมะนาวซีกและต้นกุยช่ายเหมือนเวลาผัดไทจริงๆ และ ‘หมูสับเกี้ยมบ๊วย’ เมนูขึ้นชื่อจากร้านข้าวต้มแสงชัย แก้วนี้นำคอนญักไปแฟตวอชกับเบคอนเอากลิ่นหอมๆ ของหมู เตรียมรสเปรี้ยวๆ หวานๆ ด้วยน้ำส้มยูสุและอูเมะชู เสิร์ฟคู่กับบ๊วยดอง เรียบง่ายแต่องคืประกอบรสชาติและกลิ่นของเมนูต้นฉบับอยู่ครบ ทุกแก้วขายราคาเดียว 455 บาท
ค็อกเทลอาหารว่าน่าสนใจแล้ว แต่ฝาเบียร์แย้มๆ มาว่าซีรีส์ต่อไปจะเป็นค็อกเทลที่มาจาก Transportation หรือ การขนส่งในกรุงเทพฯ ทำเอาเราเดาไม่ถูกเลยว่ารสชาติของรถเมล์รถไฟฟ้าจะเป็นยังไงกันนะ
Lost in Thaislation อยู่ติดกับ BTS ทองหล่อ ทางออก 3 เปิด 19.00-02.00 (ปิดวันอังคาร)

Restaurants
Kinki
ร้านอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับและบาร์บรรยากาศดีในโรงแรม Ascott Thonglor Bangkok ซอยสุขุมวิท 59 เสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นสไตล์คลาสสิกคัปโปะและไคเซกิที่คัดสรรวัตถุดิบมาอย่างดี และยังมีเครื่องดื่มเย็นๆ ทั้งค็อกเทลและสาเกหายากนำเข้าจากญี่ปุ่น

Bars
Untitled
หลังจากแจ้งเกิดในซอยนานา เยาวราช ด้วย 4 บาร์ดังอย่าง Teens of Thailand, Asia Today, Tax และ Independence และปักหลักเป็นเจ้าถิ่นอยู่นานถึง 7 ปี ตอนนี้ Yolo Group ขอมาประกาศศักดาบนทำเลใหม่ในย่านท่องเที่ยวยามค่ำคืนยอดนิยมของคนกรุงเทพฯ อย่างทองหล่อกับบาร์ใหม่ที่มีชื่อว่า Untitled
ร้านตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ 10 ตรงข้ามกับ Donki Mall เกือบทะลุไปถึงเอกมัย (สุขุมวิท 63) เป็นที่มาของการตกแต่งหน้าร้านแบบตะโกนเพื่อให้คนที่ผ่านไปมารู้ว่า “ฉันอยู่นี่” แต่ในความตะโกนนั้นก็บอกไม่ได้บอกชัดซะทีเดียวว่าฉันคือบาร์นะ เพราะถ้าเอาตามที่ป้ายไฟขนาดใหญ่นับสิบป้ายที่หน้าร้านบอก เป็นใครก็คงเข้าใจว่าที่นี่คือ “โรงรับจำนำ” จนกว่าจะได้เข้ามาข้างในนั่นแหละถึงจะรู้
นั่นคือความคอนทราสต์แรกซึ่ง ‘กันต์ ลีฬหะสุวรรณ’ ผู้ออกแบบและตกแต่งร้านตั้งใจเล่นกับเรื่อง "ความเหลื่อมล้ำ" เพราะโรงรับจำนำคือที่พึ่งของคนทำงานหาเช้ากินค่ำส่วนคนรวยๆ คงไม่มีเหตุผลให้เดินเข้าไปในนั้น แต่หลังป้ายโรงรับจำนำแห่งนี้กลับเป็นบาร์ที่ตกแต่งอย่างหรูหราแบบที่คนรวยๆ ชอบเข้าไปนั่งเสพสุข จุดเด่นที่เราแทบละสายตาไม่ได้เลยก็คือ infinity roof–ท่อเหล็กเคลือบสีทองแดงถูกดัดเป็นเส้นโค้งเชื่อมกันทั้งร้าน คล้ายๆ ซุ้ม ถือเป็นงานศิลปะชิ้นใหญ่ที่ทำให้ภายในร้านสวยตาแตกไปเลย
ความคอนทราสต์ยังถูกต่อยอดมาสู่เครื่องดื่มที่ออกแบบโดย 'ณิกษ์ อนุมานราชธน' และ 'อรรถพร เดอ-ซิลวา' ในคอนเซ็ปต์ Exotic Ingredient & Unheard of Combination หรือการจับคู่วัตุดิบที่หลากหลายและดูเหมือนจะไม่เข้ากันให้ออกมาดื่มสนุกลงตัว เราลองชิมมา 3 แก้ว (จาก 6 แก้ว) ดังนี้
Cacti (420 บาท) ค็อกเทลกึ่งรีเฟรชชิ่งที่มีสัดส่วนของแอลกอฮอล์และจูซเท่าๆ กัน เป็นแก้วที่ให้ความสดชื่น ดื่มง่าย แอลกอฮอล์ชัด ส่วนผสมหลักคือเตกีลากับ Prickly Pear – ลูกของต้นกระบองเพชร และเมล่อน ตกแต่งด้วยกระบองเพชรที่ผ่านกระบวนการดองแบบคอมเพรส
My Ghee My Choice (400 บาท) แก้วนี้เบสด้วยจิน ผสมกับมาเดราหรือฟอร์ติไฟด์ไวน์จากโปรตุเกสที่มีรสชาติคล้ายลูกเกด มีความสดชื่น มีรสเปรี้ยวจากโยเกิร์ตและท็อปด้วยโฟมที่ทำจากเคิร์ดของโยเกิร์ตตีรวมกับกีหรือเนยใส แทนการใช้ไข่ขาว–ที่ใครๆ ก็ใช้กัน
ISSA PLANT (420 บาท) ซิกเนเจอร์ค็อกเทลสไตล์ Spirit-forward แก้วเดียวในร้าน ณ ตอนนี้ เบสด้วยไรย์วิสกี้ ผสมกับเชอร์รี่และหญ้าแฝกหอม ตกแต่งด้วยราสป์เบอร์รี่ ชื่อของแก้วนี้มาจากคำว่า It’s a plant ซึ่งมาจากส่วนผสมที่น่าสนใจอย่าง Vetiver หรือ หญ้าแฝกหอม เครื่องหอมจากอินเดียที่นิยมในอุตสาหกรรมน้ำหอมช่วงปีสองปีที่ผ่านมา แต่ทางร้านนำมาใช้ในการทำค็อกเทล แก้วนี้จะเข้มในจิบแรกแต่ถ้าอยากให้ดื่มง่ายขึ้นต้องทิ้งไว้สักพัก แล้วจะมีความฟรุ้ตตี้ชัดขึ้นแต่ไม่เยอะมาก
ด้านดนตรีทางร้านได้ ‘เอกพจน์ ชูเชิดเกียรติสกุล’ หรือ DJ Ekception มาดูแลให้ในฐานะ Music Director โดยดนตรีของที่ร้านจะเป็นแนว Hiphop & Open Format กับไลน์อัปดีเจแถวหน้าของเมืองไทย และแต่ละเดือนก็จะมีอีเวนต์แนวเพลงอื่นๆ ผลัดเปลี่ยนมาสร้างสีสัน เช่น House, Techno หรือ Drum & Bass สามารถอัปเดตไลน์อัปของดีเจในแต่ละเดือนได้ในทุกช่องทางโซเชียลมีเดียของ Untitled

Bars
Racing 76
บาร์น้องใหม่จากเครือ Greyhound ที่อยากนำเสนอแบรนด์ในมุมใหม่ๆ นอกเหนือจากแฟชั่นและอาหาร และอยากเข้าถึงกลุ่มลูกค้าผู้ชายมากขึ้น สุดท้ายเลยมาลงตัวที่การเปิดบาร์สไตล์ Racing Club บรรยากาศสบายๆ ที่ยังคงมีเรื่องของแฟชั่นซึ่งเป็นจุดเด่นของแบรนด์แทรกอยู่ในการตกแต่งร้านด้วย ส่วนค็อกเทลที่นี่จะเน้นดื่มง่าย เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน โดยนำศัพท์ในวงการแข่งรถมาตั้งชื่อเป็นค็อกเทล และมีอาหารเสิร์ฟด้วยซึ่งเป็นเมนูใหม่ทั้งหมด ไม่เหมือนที่ Greyhound Cafe แน่นอน เพราะต้องการแยกชัดเจนระหว่างร้านอาหารและบาร์

Bars
#FindTheLockerRoom
แม้จะเป็นที่รู้จักจากรางวัลการันตีคุณภาพมากมายทั้งที่มอบให้ร้านและบาร์เทนเดอร์แต่ก็ยังยืนหนึ่งเรื่องการเป็น ‘บาร์ลับ’ อยู่ดี สำหรับ #FindTheLockerRoom บาร์ลับหลังห้องล็อกเกอร์อายุ 5 ปีที่ตอนนี้ย้ายจาก Arena 10 ซอยทองหล่อ 10 มาอยู่ในตึกแถวระหว่างซอยทองหล่อ 12-14
ไม่ได้ย้ายโลเคชั่นใหม่อย่างเดียว ตอนนี้ทางร้านปล่อยเมนูใหม่ออกมาด้วย ก่อนหน้านี้เมนูเครื่องดื่มที่ร้านจะใช้คอนเซ็ปต์ Past - Present - Future ตีความค็อกเทลในรูปแบบของช่วงเวลาโดย Past คือคลาสสิกค็อกเทล Present คือการนำคลาสสิกค็อกเทลมาทวิสต์และ Future คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ส่วนเมนูใหม่มาในคอนเซ็ปต์ Time Capsule ยังคงเล่นกับเรื่องของช่วงเวลาเหมือนเดิม แต่รอบนี้ทุกอย่างจะอยู่ในส่วนของ ‘อดีต’
Time Capsules Menu Vol.1 พาเรากลับสู่ยุค 60’s - 80’s ผ่านค็อกเทล 9 แก้วที่ได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่น ของเล่น และดนตรีในแต่ละยุค เราเริ่มออกเดินทางจากยุค 60’s ด้วย Strawberry Fields (490 บาท) ที่หยิบเอาเพลงชื่อเดียวกันของวง The Beatles มาชงเป็นค็อกเทล ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงที่แต่งจากชีวิตวัยเด็กของ จอห์น เลนนอน และเป็นเพลงสุดท้ายที่เขาแต่ง
Strawberry Fields จึงเป็นค็อกเทลติดหวาน มีความครีมมี่ ดื่มง่าย ส่วนผสมหลักๆ คือจินกับโฮมเมดมิกซ์เบอร์รี่ที่ทำจากมะเขือเทศ ราสป์เบอร์รี่ แครนเบอร์รี่และเครื่องเทศอีกหลายอย่าง รวมๆ แล้วทำให้แก้วนี้มีรสชาติคล้ายสตรอว์เบอร์รี่ทั้งที่ไม่มีสตรอว์เบอร์รี่เป็นส่วนผสม
สุ่ยุค 70’s เราสั่ง Who wears short shorts? (460 บาท) ค็อกเทล 3 สี 3 เลเยอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากกางเกงขาสั้นหลากสี แฟชั่นของสาวๆ ในยุคนั้น โดยสีส้มคือตัวแทนของสาวสดใส น่ารัก มีส่วนผสมของจิน น้ำสับปะรด เครื่องเทศ แครอทและเลมอน สีเขียวเปรียบเป็นผู้หญิงหวานๆ มีมิโดริอินฟิวส์ใบเตยผสมกับมินต์ ส่วนสีแดงคือสาวแซ่บ ทำจากคัมพารีผสมแตงโม น้ำมะเขือเทศและซอสทาบาสโก้ แก้วนี้แนะนำให้จิบก่อนแล้วใช้นิ้วคนให้แต่ละเลเยอร์เข้ากันแล้วค่อยจิบอีกรอบ
แก้วต่อมาคือ Magic F8 (460 บาท) ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Magic 8 Ball หรือลูกบอลทำนาย ของเล่นยอดนิยมจากยุค 80’s แก้วนี้เลยมีอะไรสนุกๆ ให้เล่น โดยในแก้วจะมีกระดาษที่ทำจากวาฟเฟิลในนั้นจะมีคำตอบอยู่ ให้เราคิดคำถามในหัวก่อนแล้วค่อยดูว่าคำตอบคืออะไร ส่วนผสมหลักๆ ของแก้วนี้คือเอจด์รัม เฉาก๊วย มิลก์พันช์ที่ทำจากนม ไซรัปข้าวหอมมะลิและมะพร้าว ออนท็อปด้วยวุ้นใบเตยอัญชัญ
เหนือสิ่งอื่นใด ขอบอกว่าสิ่งที่ดีงามไม่แพ้ค็อกเทลเลยก็คือติ่มซำ ใครไปแบบหิวๆ แนะนำให้สั่งมารองท้องเลย เราสั่งขนมจีบกุ้งกับไก่แช่เหล้าไปอร่อยใช้ได้เลย
#FindTheLockerRoom เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

Bars
Falcon Secret Bar
ตอนที่ร้าน Marie Guimar (มารี กีร์มาร์) ร้านอาหารไทยบนชั้น 28 ของโรงแรม Wyndham Bangkok Queen Convention Centre เปิดใหม่ๆ เราก็ได้ยินว่าเขาจะมีบาร์อีกหนึ่งแห่งตามมาอยู่ชั้นบนซึ่งเป็นบาร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก พระยาวิไชเยนทร์ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน สามีของมารี กีร์มาร์
.
เรากำลังพูดถึง Falcon Secret Bar สกายบาร์ที่ตกแต่งด้วยสไตล์ตะวันตกแต่ก็มีกลิ่นไทยๆ แซมอยู่ในรายละเอียดเพื่อสะท้อนตัวตนของฟอลคอนที่แม้จะเป็นคนต่างชาติแต่ก็ปรับตัวให้เข้ากับความเป็นไทยได้จนได้เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย
.
แต่ที่กินขาดเห็นจะเป็นวิวเมืองบนชั้น 34 ที่ตั้งของร้านที่ไม่ว่าจะมาตอนยังมีแสงแดดอ่อนๆ หรือมาตอนฟ้ามืดแล้วก็สวย หรือจะไปตอนฝนตกอย่างเราก็ยังสวย
.
ทำไมต้องเป็น Secret Bar? ทางร้านบอกว่าจริงๆ ประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยพูดถึงการดื่มสังสรรค์ของฟอลคอนไว้หรอก แต่ด้วยความที่ฟอลคอนเป็นคนที่มีเพื่อนทั้งคนไทยและต่างชาติ ทั้งยังมีบุคลิกเป็นคนเจ้าเสน่ห์ เป็นผู้ชายขี้เล่น มีความสุนทรีย์ ก็เป็นไปได้ว่าฟอลคอนจะมีห้องลับไว้ต้อนรับแขก
.
ค็อกเทลซิกเนเจอร์ที่ร้านจะมีทั้งหมด 9 แก้ว แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาสำคัญของชีวิตฟอลคอนและแต่ละช่วงเวลาก็จะเล่าเรื่องราวผ่านค็อกเทล 3 แก้ว ได้แก่ 1675-1680 ซึ่งเป็นช่วงปีแรกๆ ที่ฟอลคอนเดินทางมาที่กรุงศรีอยุธยา เราเลือกชิม The Royal (890 บาท) ค็อกเทลที่แสดงถึงคุณความดีที่ฟอลคอนสร้างให้กับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังรุ่งเรืองโดยเฉพาะฝรั่งเศสกับอิหร่าน แก้วนี้จึงมีส่วนผสมทั้งจากฝรั่งเศสกับอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นคอนญัค แซฟฟรอน และ green chartreuse
.
ต่อมาคือช่วงปี 1680-1682 เป็นช่วงปีที่ฟอลคอนได้พบรักกับมารี กีร์มาร์ ค็อกเทลก็จะมีความเชื่อมโยงกับช่วงเวลาดีๆ ทั้งสองคน เราสั่งแก้วที่เป็นตัวแทนของมารี กีร์มาร์ อย่าง Maria Guyomar De Pinha (420 บาท) (ชื่อเต็มของมารี กีร์มาร์) ซึ่งเป็นลูกครึ่งตะวันตกตะวันออกและมีเชื้อสายญี่ปุ่นด้วย แก้วนี้นอกจากจินแล้วก็เลยมีมิโดริส่วนผสมที่มีความเป็นญี่ปุ่นเพิ่มเข้ามาด้วย
.
สุดท้ายคือช่วง 1682-1688 เป็นช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตฟอลคอน ค็อกเทลแต่ละแก้วก็จะเป็นตัวบ่งบอกตัวตนในประวัติศาสตร์ของฟอลคอน เช่น Life Path (390) ได้แรงบันดาลใจจากเส้นทางชีวิตฟอลคอนที่เคยเป็นพ่อค้านั่งเรือไปตามประเทศต่างๆ แก้วนี้เลยมีส่วนผสมที่หลากหลายและซับซ้อน เช่น รัมขาว มะขาม อัลมอนด์
.
หลายคนอาจคุ้นเคยการจิบค็อกเทลเคล้ากับดนตรีแจ๊ส แต่ที่ Falcon Secret Bar จะขับกล่อมทุกคนด้วยดนตรีโซลสดๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในโซลบาร์เพียงไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ
.
Falcon Secret Bar ตั้งอยู่บนชั้น 34 โรงแรม Wyndham Bangkok Queen Convention Centre เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 18:00 น. เป็นต้นไป

Bars
Independence Bar
ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ยินว่า Yolo Group เปิดบาร์ใหม่เพราะแต่ละร้านจะมาพร้อมคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจเสมอและบางครั้งก็แสบเอาเรื่อง อย่างร้าน Tax ที่เปิดมาเพื่อฟาดกลับเรื่องการเสียภาษีโดยไร้ประโยชน์ (อ่านรีวิว Tax ได้ที่ https://www.timeout.com/bangkok/th/bars/tax) หรือ Asia Today ที่พิสูจน์แล้วว่าวัตถุดิบท้องถิ่นก็สามารถพาชื่อบาร์ไทยไปอยู่บนลิสต์ Asia’s 50 Best Bars 2022 ได้ (อันดับที่ 43) ส่วนร้านที่เราจะพูดถึงวันนี้คือ Independence บาร์ลำดับที่ 4 ของเครือ Yolo Group ที่เปิดให้บริการได้สักพักแล้ว
Independence ตั้งอยู่ด้านล่างร้าน Tax ดูด้วยตาก็รู้ว่าที่นี่ใหญ่กว่า 3 ร้านแรกพอสมควร ประตูสีดำบานใหญ่ ผนังลายกราฟฟิตี้ เบาะหนังสีเขียวน้ำทะเล เก้าอี้ไม้ที่ดูนั่งสบาย และบรรยากาศสบายๆ ของร้านคือองค์ประกอบที่รวมกันแล้วเราสามารถเรียกที่นี่ได้ว่า Proper dive bar หรือบาร์ที่ทุกคนสามารถแวะเข้ามาได้นั่งทุกโอกาส สนุกสนานเฮฮา เสียงดังได้ (เล็กน้อย) ร้องเพลงตามได้โดยไม่ต้องเขิน ปล่อยจอยได้มากกว่าค็อกเทลบาร์ทั่วไป ซึ่งก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ตั้งชื่อร้านว่า Independence
‘พี่บึ้ก-อรรถพร เดอซิลวา’ Group Beverage Director ของ Yolo Group บอกว่า ค็อกเทลที่ร้านจะไม่มีซับซ้อน มือใหม่ก็เข้าใจได้ง่ายๆ เน้นใช้ไวน์เป็นเบสโดยเลือกจากสิ่งที่ตัวเองชอบซึ่งส่วนมากจะเป็นเนเชอรัลไวน์ ไม่ค่อยมีไวน์โลกเก่า ถ้าเป็นสปาร์กลิงไลน์ก็จะไม่มีโพรเซ็กโกหรือแชมเปญเลย แต่จะใช้เป็น Pét-nat (Pétillant Naturel) ซึ่งเป็นสปาร์กลิงไวน์แบบใหม่ที่มีความเนเชอรัลสูง
แก้วที่เราลองคือ Madeira tonic (360 บาท) แก้วนี้ใช้ Barbeito Madeira 5 YO ฟอร์ติไฟด์ไวน์จากโปรตุเกส ผสมกับน้ำผึ้งป่าและโทนิก PX Americano (360 บาท) ใช้ Equipo navazos casa del inca PX ฟอร์ติไฟด์ไวน์จากสเปนที่มีความหวานเข้มข้น นุ่ม ลึก เหมือนองุ่นตากแห้งนานๆ คาแร็กเตอร์ซับซ้อน ผสมกับ sacred rosehip cup บิตเทอร์ที่มีความขมฝาดเล็กน้อย หวานอ่อนๆ พร้อมกลิ่นเปลือกไม้โทนคาเคา เป็นเดย์ดริงก์ที่ดี ดื่มง่าย แอลกอฮอล์ไม่เยอะ
สุดท้ายคือ PX Old-Fashioned (400 บาท) ทวิสต์มากจาก Old fashion คลาสสิกค็อกเทลแก้วโปรดของหลายคน โดยใช้ฟอร์ติไฟด์ไวน์จากสเปนตัวเดียวกับที่ใช้ในแก้วก่อนหน้า ซึ่งนอกจากจะให้ความหวานที่มีคาแร็กเตอร์นุ่มลึกแล้วยังช่วยชูเบอร์เบินในแก้วนี้ให้โดดเด่นขึ้นอีกด้วย
ถ้ามาเป็นกลุ่มแล้วอยากเปิดไวน์เป็นขวดก็ได้เหมือนหรืออยากจิบเบียร์ง่ายๆ ที่นี่ก็ยินดีบริการโดยจะเสิร์ฟเบียร์จาก local brewery เป็นหลักและในอนาคตก็จะมีสาเกเพิ่มเข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก
Independence Bar อยู่ที่ถนนไม่ตรีจิตต์ (ด้านล่างร้าน Tax) ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 19:00 เป็นต้นไป

Bars
We didn’t land on the moon since 1987
ไม่ได้จะมาพูดเรื่องอวกาศแต่อย่างใด แต่ we didn’t land on the moon since 1987 – ต่อไปจะย่อว่า WDLOTM คือชื่อไดฟ์บาร์แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ที่มีทั้งความเปรี้ยว อบอุ่น และชิลเหมือนนั่งดื่มที่บ้านเพื่อน และยิ่งได้คุยกับ รัน-ปิลัน เจ้าของร้านก็ยิ่งจอยขึ้นไปอีก
WDLOTM แจ้งเกิดที่เชียงใหม่เมื่อ 9 ปีที่แล้ว จากการเปิดขำๆ เพราะเจ้าของร้านชอบปาร์ตี้ที่ห้องจนเพื่อนบอกว่า “มึงเปิดร้านเถอะ” และด้วยความที่พอมีประสบการณ์บาร์เทนเดอร์อยู่บ้างทั้งที่เชียงใหม่และเคปทาวน์ การเริ่มต้นทำบาร์เล็กๆ ของตัวเองเลยไม่ใช่เรื่องยากอะไร
ชื่อร้านมาจากชื่อเพลง we didn’t land on the moon ของวง Itchy Band ซึ่งเป็นวงของเพื่อนรัน (ตอนนี้ยุบวงแล้ว) เพราะถึงแม้จะยาวเป็นประโยคแต่ก็ฟังดูน่ารักและจำง่ายทั้งสำหรับคนไทยและฝรั่ง ส่วน since 1987 นั้นคือปีเกิดเจ้าของร้านเอง
รัน เล่าให้ฟังว่าตอนอยู่เชียงใหม่ WDLOTM เคยย้ายโลเคชั่น 3 รอบ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ซึ่งย้ายลงมาหาความท้าทายที่กรุงเทพฯ และคิดว่านี่จะเป็นร้านสุดท้าย คงไม่ย้ายอีกแล้ว จึงเป็นร้านที่ตั้งใจทำและใส่เต็มที่สุด ทำเองหมดทุกอย่างตั้งแต่ตกแต่งร้านจนถึงเป็นบาร์เทนเดอร์เพราะตั้งใจทำให้เป็น love letter ของตัวเอง
อย่างที่บอกว่าบรรยากาศร้านนี้มีทั้งความเปรี้ยว อบอุ่น และชิล ซึ่งตรงตามคาแร็กเตอร์เจ้าของร้านแบบเป๊ะๆ ข้างในตกแต่งด้วยของที่เจ้าของชอบหรือมีความทรงจำดีๆ บางอย่าง เช่น รูปที่วาดเอง รูปที่น้องถ่ายให้ รูปคุณแม่ จดหมายเพื่อนสนิท จดหมายแฟนเก่า ตั๋วเครื่องบิน แว่นตาคุณพ่อ ชี้นิ้วถามชิ้นไหนก็มีเรื่องเล่าไปหมดทุกชิ้น ส่วนค็อกเทลที่นี่จะมีเฉพาะคลาสสิก เช่น old fashion, gin & tonic, screwdriver, mojito, long island ราคาเริ่มต้น 150 บาทและไม่เกิน 250 บาท เน้นเข้าถึงง่าย สบายๆ
ในอนาคตที่นี่จะจัดอีเวนต์หลากหลายรูปแบบทั้งดีเจ ดนตรีสด ปาร์ตี้ นิทรรศการ และทุกๆ อีเวนต์จะมีร้านกุยช่ายเจ้าอร่อยประจำเยาวราชที่ขายมาสามสิบกว่าปีมา pop up ด้วย บอกเลยว่าอร่อยจนอยากเหมาะกลับบ้าน และพอร้านเข้าที่เข้าทางมากกว่านี้ ตอนกลางวันรันบอกว่าจะเปลี่ยนบาร์เป็นร้านอาหารชื่อ God save the pan (มาจากชื่อเพลง God save the Queen ของวง Sex Pistols) เป็นฮอตดอกบาร์สไตล์พังก์ๆ ที่จะขายช่วงบ่ายโมงถึงทุ่มนึง และแน่นอนร้านนี้เขาก็จะเป็นคนดูแลเองทุกอย่างอย่างกับคุณรุจน์ พี่รุจน์ จ่ารุจน์ และป้ารุจี
WDLOTM อยู่ในช่วง soft opening และคาดว่าจะเปิดเต็มที่ช่วงกลางเดือนนี้ ร้านอยู่ในซอยคลองถมปทุมคงคา ถนนทรงวาด แวะไปเยี่ยมเยือนได้ทุกวันพุธ-เสาร์ เวลา 13.00 - 00.00 น.

Bars
Arcadia
คงไม่ใช่ทุกวันที่เราจะอยากไปนั่งชิลในบรรยากาศหรูหราของร้านย่านทองหล่อ-เอกมัย เพราะบางครั้งเราก็อยากเจอเพื่อนในร้านบรรยากาศสบายๆ เครื่องดื่มราคาเป็นกันเอง พร้อมความบันเทิงเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งที่ Arcadia บาร์ตู้เกมยุค 80 แห่งใหม่ในซอยสุขุมวิทพลัส ย่านพระโขนงแห่งนี้มีครบทุกอย่างที่พูดไป
Arcadia เกิดจากความชอบส่วนตัวของ Todd Ruiz นักข่าวที่อยากจะเว้นระยะห่างจากวงการแป้นพิมพ์ในช่วงโรคระบาดและอยากสร้างอะไเจ๋งๆ กับเพื่อน โดยเขาได้ซื้ออาคารหลังนี้ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว เพราะอยากจะเปิด Airbnb แต่เพราะเกิดโรคระบาดขึ้น เขาจึงต้องเปลี่ยนแผนมาเปิดบาร์แห่งนี้แทนและทำอะไรที่ใฝ่ฝันแทนนั่นก็คือการประกอบตู้เกมอาร์เคดเอง
Todd ได้ความรู้และแรงบันดาลใจมาจากคุณพ่อซึ่งมักจะแบ่งเวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์มาทำงานไม้ ในตอนที่เขากำลังเรียนชั้นมัธยมต้นอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย ถึงจะไม่ได้เชี่ยวชาญมากนักแต่ Todd ก็สามารถสร้างตู้เกม 3 เครื่องเสร็จภายใน 3 เดือน ในขณะที่ต้องสลับทำงานนักข่าวอันหนักหน่วงไปด้วย
ตู้เกมเหล่านั้นถูกนำมาตั้งไว้ที่บาร์ Arcadia พร้อมกับวิดีโอเกมยุค 80s ทั้งเกม Pac-Man, Frogger, Space Invaders, Metal Slug รวมถึงเกม 18+ ต่างๆ ซึ่ง Todd ได้ลงมือทำเองทุกขั้นตอนตั้งแต่การเขียนโปรแกรม ออกแบบ UI ไปจนถึงการเดินสายเชื่อมต่อและประกอบเครื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเนิร์ดในด้านเกมของเขาอย่างชัดเจน
นอกเหนือจากตู้เกมแล้ว Todd ยังได้ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของเขาที่ชื่นชอบวัฒนธรรมป๊อปแห่งยุค 80s ซึ่งเต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นจากหนังแอ็กชั่นและไซไฟ ผ่านการตกแต่งร้านด้วยป้ายไฟนีออนสุดโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นป้ายไฟรูปมังกร สัญลักษณ์อันคุ้นตาจากภาพยนต์ Blade Runner, ปกอัลบั้ม Unknown Pleasures สุดไอคอนิกของ Joy Division และตัวละครจากเกมดังอย่าง Pac-Man ซึ่งล้วนให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า Todd ได้ปลดปล่อยความทรงจำในยุค 80s เหล่านั้นของเขาลงบนกำแพงร้าน และที่นี่ยังมีเครื่องดื่มราคาสบายกระเป๋า ทั้งเบียร์สด คราฟต์เบียร์จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไปจนถึงค็อกเทลในราคาเริ่มต้นไม่ถึง 200 บาท
Arcadia อยู่ในซอยสุขุมวิทพลัส ย่านพระโขนง เปิดให้บริการทุกวันอังคาร - อาทิตย์ เวลา 17.00 - 00.00 น.
แนะนำโรงแรมทั่วกรุงเทพฯ

Hotels
โรงแรมที่คุ้มค่าที่สุดในกรุงเทพฯ ในราคาไม่เกิน 10,000 บาทต่อคืน
หากคุณต้องการสัมผัสประสบการณ์หรูหราโดยไม่ต้องจ่ายในราคาที่ทำให้แทบช็อก ซึ่งมักจะพบได้ตามโรงแรมระดับ 5 ดาวในเมืองใหญ่ทั่วโลก กรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของแบรนด์โรงแรมชั้นนำระดับโลกมากมายที่มอบระดับการบริการที่อาจหาเทียบไม่ได้จากที่อื่น
จุดเด่นคือ กรุงเทพฯ ยังมีความคุ้มค่าอย่างเหลือเชื่ออีกด้วย ด้วยการติดอันดับรายชื่อเมืองที่ดีที่สุดของ Time Out นักเดินทางตัวยงจะสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่าที่นี่โดดเด่นในฐานะหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก ในราคาที่ถูกกว่าที่คุณอาจต้องจ่ายในที่อื่นมาก
ดังนั้นเราจึงตั้งโจทย์ให้ตัวเอง ค้นหาโรงแรมที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ ที่ปกติราคาเข้าพักต่อคืนอยู่ที่ 10,000 บาทหรือน้อยกว่า แต่ให้ประสบการณ์ที่เหนือกว่าราคาห้องพักไปมาก ในสถานที่อย่างลอนดอน นิวยอร์ก หรือปารีส งบประมาณระดับนี้อาจจะได้แค่ห้องพักบูติกดีๆ สักห้อง แต่ที่นี่งบเท่ากันกลับปลดล็อกระดับการบริการที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ห้องสวีทกว้างขวาง วิวแม่น้ำ ห้องอาหารที่ได้รับรางวัล พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี และสวนสาธารณะ ล้วนอยู่แค่เอื้อม ตัวเลือกมีมากมายแต่เกณฑ์ของเรานั้นเรียบง่าย ห้องพักยอดเยี่ยมที่ให้ความรู้สึกหรูหราเกินราคา และเป็นสิ่งที่คุณสามารถนำไปอวดได้เมื่อกลับถึงบ้าน
ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมาเยือนเมืองนี้หรือกำลังวางแผนสเตย์เคชันแบบจัดเต็ม โรงแรมเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่ากรุงเทพฯ อาจเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในโลกในการสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนในเมืองโดยไม่ต้องเจอบิลตอนเช็คเอาต์ที่ทำให้เหงื่อตก

Travel
Kimpton Kitalay Samui
ใครอยากหนีไปพักผ่อนเงียบๆ แต่ก็อยากเจอบรรยากาศมีชีวิตชีวาให้รู้สึกได้มาพักผ่อน เราว่าอาจจะชอบรีสอร์ทแห่งใหม่ Kimpton Kitalay Samui (คิมป์ตัน คีตาเล สมุย) ก็ได้นะ เพราะครั้งแรกที่เราเดินสำรวจบรรยากาศก็รู้สึกว่าเป็นรีสอร์ทที่อบอุ่น เหมาะชวนกันหนีมาพักร้อนเติมพลังก่อนกลับไปใช้ชีวิตในเมืองต่อ
คิมป์ตัน คีตาเล สมุย จะอยู่บนเกาะสมุยตรงริมหาดเชิงมน ที่นี่เป็นรีสอร์ทแห่งแรกของแบรนด์คิมป์ตันในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปีก่อน บนพื้นที่ 19 ไร่ ในความรู้สึกอาจไม่ใช่รีสอร์ทที่ใหญ่โตมาก แต่ก็ไม่เล็กเกินไปที่จะเดินเล่นสำรวจและชมบรรยากาศต่างๆ
และสำหรับชื่อ ‘คีตาเล’ ก็มีความหมายว่า “บทเพลงจากท้องทะเล” (คีตะ = บทเพลงหรือการขับร้อง) เพราะรีสอร์ทแห่งนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิตของชาวเลและหมู่บ้านชาวประมงบนเกาะสมุย ทำให้คอนเซ็ปต์การออกแบบได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘หมู่บ้านชาวประมง’ แบบเต็มๆ
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
บรรยากาศและดีเทลซิกเนเจอร์
เราเชื่อว่าหากใครมาถึงก็จะสังเกตเห็นทันทีว่ารีสอร์ทเน้นออกแบบโครงสร้างด้วยเส้นขนานเยอะมาก ตั้งแต่ทางเดินเข้าล็อบบี้แบบเปิดโล่ง ทอดยาวไปจนถึงระเบียงทรงตัว U ซึ่งปีกอาคารทั้งสองฝั่งยื่นออกไปหาทะเล ทำให้มองออกไปจะเห็นมุมซิกเนเจอร์ของรีสอร์ทนี้พอดี คือ ปีกอาคารสองข้างที่นำสายตาไปจนเห็นสระน้ำใจกลางรีสอร์ทในมุมเพอร์สเปคทีฟ โดยจุดชมวิวตรงนี้จะอยู่บนชั้นสองของอาคารต้อนรับ ซึ่งอาคารนี้จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่สังสรรค์ (Social Hour) และเป็นสถานที่ที่ทุกคนจะมากินอาหารเช้าด้วย
ดีไซน์ทั้งหมดเป็นผลงานของทีม P49 Deesign ผู้รับผิดชอบทั้งโปรเจ็กต์ของคิมป์ตัน คีตาเลฯ และนอกจากโครงสร้างก็ยังมีรายละเอียดอื่นๆ อีก ที่พวกเขาตั้งใจหยิบของท้องถิ่นมาจัดวางให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ชาวเล เช่น ลวดลายบนกำแพงที่เกิดจากการสานอันเป็นเอกลักษณ์ ใช้วัสดุไม้ที่นำมาจากเรือประมงจริงๆ หรือ นำอุปกรณ์จับปลามาใช้ตกแต่งห้องอาหารริมทะเล
ทุกคนจะเห็นดีเทลพวกนี้ได้ตลอดบนกำแพง เพดานห้องอาหาร หรือพื้นทางเดินกระเบื้องส่วนใหญ่ในรีสอร์ท
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
กินดื่มแบบไม่ซ้ำบรรยากาศ
ก่อนจะไปดูห้องพัก เราอยากพาเดินชมห้องอาหารและบาร์ของ คิมป์ตัน คีตาเล สมุย กันก่อน เพราะเห็นกระทัดรัดแบบนี้เขาก็มีห้องอาหารถึง 3 ห้อง พร้อมบาร์ค็อกเทลเมนูไม่ซ้ำอีก 3 แห่ง
เริ่มจากห้องอาหารเช้า “BOHO Thai Lifestyle Café” ที่อยู่ด้านล่างของตึกหลัก (แต่แวะมากินได้ทั้งวัน) เป็นห้องอาหารสไตล์คาเฟ่ที่มาในธีม ‘โบฮีเมียนผสมเรโทร’ ซึ่งเราว่าน่าจะเป็นห้องอาหารที่นั่งชิลได้มากที่สุดแล้ว เพราะมีทั้งโต๊ะด้านในและกลางแจ้ง ถ้าวันไหนลมดีๆ แดดไม่แรง ไม่ว่าใครก็อยากนั่งกินมื้อแรกของวันไปพร้อมๆ กับชมวิวสระน้ำไปด้วย
ส่วนเมนูอาหารจะมีทั้งโซนบุฟเฟ่ต์ และเมนูอะลาคาร์ท ทั้งหมดเป็นอาหารที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารไทย แต่ทวิสต์ใหม่ให้น่าสนุก โดยจานที่เราสั่งซ้ำบ่อยที่สุดก็คือ Scottish Smoked Salmon แซลมอนรมควันเสิร์ฟบนขนมปังซาวโดวจ์ พร้อมไข่คน ทรัฟเฟิล แอสพารากัส และต้องบีบเลมอนก่อนกินด้วยนะ
แต่ถ้าเป็นเมนูที่หลายคนพูดถึงมากที่สุด Chao Samui Benedict เป็นปูนิ่มทอดกับซอสแกงกะทิ ท็อปด้วยไข่เบเนดิกต์เยิ้มๆ จานนี้ก็ไม่ควรพลาด
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
ต่อมาเป็นห้องริมชายทะเล “Fishhouse Restaurant & Bar” ที่มีคอนเซ็ปต์เป็นเรื่องราวของชาวประมงที่ออกไปจับปลา และนำกลับมาทำอาหารให้ครอบครัวกิน เมนูส่วนใหญ่เลยจะเน้นความสดใหม่ และกินสนุก อบอุ่นเหมือนอยู่ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน โดยอาหารจะเป็นสไตล์สเปนที่ทวิสต์ให้ถูกปากคนไทย มีทั้งเมนูปาเอย่า ทาโก้ เซวิเช่ และอีกหลายเมนูซีฟู้ด รวมถึงบาร์ค็อกเทลที่มาพร้อมเครื่องดื่มกลิ่นอายทรอปิคอลด้วย
โดยช่วงวันหยุดสัปดาห์ ห้องอาหารนี้จะมีดนตรีแจ๊สมาเล่นให้ฟังกันสดๆ หรือบางทีอาจมีมื้ออาหารพิเศษให้ทุกคนแวะมาเอ็นจอยกันได้
Kimpton Kitalay Samui
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
ตามมาด้วยคาเฟ่และล็อบบี้บาร์ “Lanai Bar & Lounge” ที่ใครๆ ก็แวะมานั่งชิลจิบกาแฟ กินอาหาร และอยู่ต่อถึงกลางคืนเลยก็ได้ ที่นี่จะอยู่ตรงปีกซ้ายของอาคารหลัก เน้นเสิร์ฟอาหารอิ่มเป็นมื้อๆ ตอนช่วงเช้า-เย็น ก่อนช่วงเย็น-ค่ำจะเปลี่ยนมาเสิร์ฟของกินจานเล็กๆ คู่กับเครื่องดื่ม และหากใครแวะมาที่ Lanai เราไม่อยากให้พลาดเมนู Salted Caramel Whisky Sour ค็อกเทลคลาสสิคทวิสต์ที่หอมคาราเมลและเป็นเมนูยอดนิยมที่สุดตัวหนึ่ง
สุดท้าย “Shades Ocean Lounge & Bar” เป็นบาร์กลางแจ้งริมสระว่ายน้ำและชายทะเล (ถ้าวันไหนน้ำไม่ขึ้นสูง) ที่เหมาะกับคนอยากได้ความสนุกสนาน เพราะตรงนี้ทุกคนสามารถกินมื้อเช้าเสิร์ฟในสระน้ำได้ สนุกกับปาร์ตี้ริมสระได้ หรือใช้บริการนวดเท้าริมสระพร้อมกินไอศรีมไปด้วยก็ได้อีกเช่นกัน
โดยพูลบาร์จะมาพร้อมเครื่องดื่มค็อกเทลสไตล์ทิกิ (Tiki) มาการิต้า รวมถึงอาหารกินง่ายๆ อย่างแซนด์วิช พิซซ่า หรือของกินเล่นเป็นคำๆ อ้อ! แล้วก็มีดีเจด้วยนะ
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kimpton Kitalay Samui
ห้องพักและพูลวิลล่าวิวชายหาด
รีสอร์ทจะมีห้องพักให้เลือกอยู่ 2 แบบหลักๆ คือ ห้องพักบนอาคาร ซึ่งมีทั้งหมด 6 ตึก 138 ห้อง ถ้าใครเลือกชั้นล่างสุดจะได้ห้องพักแบบ pool access คือเปิดระเบียงไปแล้วลงสระน้ำได้เลย แต่หากเป็นชั้นบนขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นห้องวิวทะเล หรือวิวรีสอร์ทแล้วแต่จะเลือก
ส่วนพูลวิลล่าที่หลายคนอยากเห็นมากที่สุด จะมีทั้งหมด 21 หลัง แบ่งเป็นวิลล่าริมชายหาด 12 หลัง และวิวสวนส่วนตัว 8 หลัง โดยทุกหลังจะมาพร้อมพื้นที่อาบน้ำกลางแจ้ง (แต่ไม่เปิดโล่งมากนักหรอก) ซึ่งหากพูดถึงการตกแต่งในห้องทุกๆ แบบแล้ว เราจะชอบโซนห้องน้ำมากเป็นพิเศษเลยสำหรับรีสอร์ทนี้
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
ความพิเศษของคิมป์ตัน คีตาเลฯ
นอกจากฟิตเนสขนาดย่อมที่เปิด 24 ชั่วโมง คลาสออกกำลังกาย และ “Kid’s Club (ศูนย์กิจกรรมเด็ก)” ที่คุณพ่อคุณแม่สายกิจกรรมต้องรัก รีสอร์ทแห่งนี้ก็ยังมี “Pimãanda by HARNN” สปาที่เปิดอยู่ในโซนส่วนตัวพร้อมสวนสีเขียว ทำให้รู้สึกอยากผ่อนคลายทันทีที่เดินเข้าไป โดยที่นี่จะมีบริการทั้งนวดไทย นวดน้ำมัน และสครับต่างๆ
และเนื่องจากรีสอร์ทมาจับมือกับแบรนด์ HARNN ทั้งที ก็เลยได้สร้าง “กลิ่นซิกเนเจอร์” ประจำรีสอร์ทขึ้นมาด้วย คือ “กลิ่นเกลือทะเลและพิมเสน (Sea Salt and Patchouli)” ซึ่งทุกคนจะได้กลิ่นนี้ตามล็อบบี้ สปา หรือห้องน้ำส่วนตัว—ในรูปแบบแชมพู ครีมทาผิว bath bombs
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
แล้วก็อีกหนึ่งกิจกรรมซิกเนเจอร์ของแบรนด์ “Kimpton’s Social Hour” เป็นชั่วโมงที่จะเปิดพื้นที่ปีกขวาของอาคารหลักให้แขกที่มาพักทุกคนพูดคุย ทำความรู้จักกันได้ โดยมีขนมและเครื่องดื่มเตรียมไว้ให้พร้อมแบบไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และที่สำคัญ สามารถพาน้องหมาน้องแมวมาแฮงก์เอาท์พร้อมกันได้อีกด้วย
เพราะแน่นอนว่าที่คิมป์ตัน คีตาเลฯ ก็เป็นรีสอร์ท pet friendly เช่นเดียวกับโรงแรมคิมป์ตัน มาลัยฯ โลเคชั่นแรกของแบรนด์ย่านหลังสวน
Kenika Ruaytanapanich/Time Out Bangkok
สำหรับเรา คิมป์ตัน คีตาเล สมุย เป็นรีสอร์ทที่เหมาะสำหรับบินหลบมาพักร้อน หรือมาพักผ่อนช่วงวันหยุดแบบสั้นๆ ก่อนกลับไปใช้ชีวิตต่อ สิ่งที่เราเชื่อว่าทุกคนต้องชอบเหมือนกันคือบรรยากาศที่ค่อนข้างชิล ผ่อนคลายแต่ก็มีชีวิตชีวา โดยเฉพาะกิจกรรมริมสระน้ำ ทั้งเตียงอาบแดด โต๊ะเล่นเกม หรือบาร์ริมสระ ที่คนส่วนใหญ่ชอบมาแฮงก์เอาท์กัน
วันหยุดครั้งหน้าหากใครอยากหาที่พักผ่อน เปลี่ยนบรรยากาศไปสูดลมทะเล ใช้เวลากับตัวเองให้มากขึ้น ลองมองที่นี่เป็นตัวเลือกดูก็ไม่แย่นะ
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ คิมป์ตัน ตีตาเล สมุย

Hotels
Capella Bangkok
โรงแรมคาเพลลา (Capella) แห่งแรกในประเทศไทยตั้งอยู่บนที่ดินผืนงามริมแม่น้ำเจ้าพระยาบนถนนเจริญกรุง ให้บริการห้องพัก ห้องสวีท และวิลลา 101 ห้อง ที่มาพร้อมกับวิวแม่น้ำ ดีไซน์คลาสสิค สิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัย และบริการชั้นเลิศ

Hotels
W Bangkok
ถ้าจะบอกว่า W Bangkok คือหนึ่งในโรงแรมหรูที่เท่ที่สุด คูลที่สุด ฮิปที่สุดในกรุงเทพฯ ก็คงไม่ผิด ตั้งแต่สถานที่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ แยกสาทร ไปจนถึงการออกแบบที่ผสานจิตวิญญาณของแบรนด์ W Hotels เข้ากับรายละเอียดแบบไทยๆ ได้อย่างลงตัวในห้องพักทั้ง 407 ห้อง รวมไปถึงห้องอาหาร บาร์ และอาคารประวัติศาสตร์ The House on Sathorn ที่พาเราย้อนกลับไปสู่ความรุ่ยรวยของสังคมชั้นสูงไทยเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

Hotels
Sindhorn Kempinski Hotel
สินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนเขียวชอุ่มของสินธรวิลเลจ ใกล้กับโรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok และห้าง Velaa เป็นโรงแรมเคมปินสกี้แห่งที่ 2 ในกรุงเทพฯ ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยล็อบบี้ที่กว้างขวาง โอ่อ่า ซึ่งออกแบบโดย A49 บริษัทสถาปัตยกรรมไทยชื่อดัง
บริการชั้นเลิศที่มาควบคู่กับเรื่องสุขภาพคือหัวใจสำคัญ โรงแรมแห่งนี้จึงเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ
สินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ชวนมาสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนสุดหรูใจกลางกรุงเทพฯ กับข้อเสนอ Staycation สำหรับคนไทยและชาวต่างชาติ เริ่มต้นที่ 6,888 บาทต่อคืน รวมอาหารเช้าทุกวัน สิทธิ์เข้าคลาสฟิตเนส 1 วัน เครดิตอาหารมูลค่า 1,500 บาท และสามารถเช็กอิน-เช็กเอาต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
โทร. 0 2095 9999 หรือคลิกที่นี่

Hotels
Kimpton Maa-Lai Bangkok
โรงแรมแห่งแรกจากแบรนด์ Kimpton ที่เข้ามาเจาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ทันสมัยและการผสมผสานกันอย่างลงตัวของทุกองค์ประกอบ รวมถึงที่ตั้งของโรงแรมที่อยู่ใจกลางย่านหลังสวน ติดกับสวนลุมพินี ในส่วนของห้อง มีมากถึง 362 ห้องพัก และ 131 เซอร์วิซ เรซสิเดนซ์ พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนสุดพิเศษที่เชื่อมคุณสู่ทั้งพื้นที่สีเขียวที่ใหญ่ที่สุดของเมืองและย่านธุรกิจ เช่น สุขุมวิท สีลม สยาม และชิดลม นอกจากนี้ยังเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงที่ถือว่าแบรนด์เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้

Hotels
Novotel Suites Bangkok Sukhumvit 34
โรงแรมใหม่ในซอยสุขุมวิท 34 ที่ตกแต่งด้วยโทนสีขาวและไม้ ดูอบอุ่นและโมเดิร์น ภายในมีห้องพัก 148 ห้อง รวมทั้งสระว่ายน้ำ บ่อออนเซ็นญี่ปุ่น รวมถึงบาร์ และร้านอาหารชื่อดังอย่าง White Shuffle ที่ย้ายมาจาก Rainhill โดยได้ Yannick Hollenstein เชฟชาวสวิสเซอร์แลนด์ มาดูแลร้าน โดยจะเปิดตัวด้วยดินเนอร์ 3 คอร์ส ในราคา 899 บาท
โทร. 06 5953 3044 หรือคลิกที่นี่
Quick Meal: ดูคลิปเมนูทำง่ายจากร้านดังทั่วกรุงเทพฯ

Restaurants
พล่ากุ้งอบวุ้นเส้น
Time Out: Quick Meal คลิปนี้ ชวนเชฟเรณู หอมสมบัติ จากร้าน Saffron โรงแรม Banyan Tree กรุงเทพฯ หนึ่งในร้านอาหารที่ร่วมฉลองครบรอบ 25 ปีเบียร์ช้าง ในงาน Time Out...


