[title]
ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เตรียมลืมภาพ Johnnie Walker Black Label, Johnnie Walker Red Label Johnnie Walker Double Black และ Johnnie Walker Blonde วางขายในกล่องกระดาษพิมพ์สีสวยได้เลย เพราะดิอาจิโอ เตรียมขายพรีเมียมวิสกี้ 3 เลเบลหลักที่เราคนไทยรู้จักกันดีแบบ “ไร้กล่อง” เป็นครั้งแรกในเดือนนี้นี่แหละ
Step Out of the Box
การ “ถอดกล่อง” ครั้งนี้มาพร้อมแคมเปญชื่อน่ารักว่า “STEP OUT OF THE BOX #ก้าวต่อไปไร้กล่อง” ที่ต้องการจะลดขยะ (และมลพิษที่เป็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม) จำนวนมหาศาลจากการผลิตและจัดจำหน่ายวิสกี้และเครื่องดื่มของพวกเขา — และอันที่จริงกล่องก็แทบไม่ได้เป็นประเด็นหลักในการตัดสินใจซื้อ Johnnie Walker ทั้งสามเลเบลนี้มานานแล้ว และแทบไม่ได้มีประโยชน์อื่นในนอกจากความสวยงาม ย่านเที่ยวกลางคืนอย่างทองหล่อ RCA หรือ ข้าวสาร นั้นมีขยะกล่องถูกทิ้งเดือนละหลายหมื่นกล่องทีเดียว
ดิอาจิโอ ประกาศแนวคิดขายสินค้าแบบไม่มีกล่องคาร์ดบอร์ดครั้งแรกในโลกราวเดือนเมษายน 2565 และเริ่มวางขายสินค้าบนชั้นวางแบบไม่มีกล่องในบางตลาดตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 และสำหรับประเทศไทย แคมเปญนี้จะเริ่มในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 โดยจะเริ่มจาก Johnnie Walker Black Label, Johnnie Walker Red Label, Johnnie Walker Double Black และ Johnnie Walker Blonde ซึ่งมียอดขายสูงที่สุดเป็นกลุ่มแรก
พวกเขาตั้งเป้าว่าการถอดกล่องครั้งนี้จะช่วยลดกล่องได้ถึง 1 ล้านกล่องใน 1 ปี แค่เฉพาะในประเทศไทย ส่วนเป้าทั่วโลกคือ 183 ล้านกล่อง
ส่วนคนที่ตั้งข้อสงสัยว่าการลดกล่องคือการลดต้นทุน ผู้บริหารดิอาจิโอ กล่าวในงานแถลงข่าวว่าต้นทุนกล่องนั้นไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน และทุนส่วนนี้จะกลายเป็นเงินวิจัยและพัฒนาในส่วนอื่น ซึ่งรวมถึงกิจกรรมเพื่อเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่และยาวนานถึง 10 ปี
Toward the sustainability goal
ดิอาจิโอ นั้นกำลังเดินตามแอคชันแพลน Society 2030: Spirit of Progress ที่ดิอาจิโอมุ่งหน้าเต็มกำลังสู่การเป็นบริษัทที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในปี 2030 ซึ่งมีเป้าหมายยิ่งใหญ่ เช่น กิจกรรมการผลิตจะต้องเป็น zero waste ให้ได้ใน 10 ปี ลดการใช้น้ำในการผลิตที่ไม่จำเป็นลง 30% และบรรจุภัณฑ์ (ซึ่งของรวมถึงขวด) จะต้องผลิตจากวัตถุดิบที่สามารถรีไซเคิลได้ 100%

ดิอาจิโอเอาจริงเอาจังกับการขับเคลื่อนองค์กรและผลิตภัณฑ์ไปสู่เป้าหมายรักษ์โลกนี้มาก (รวมถึงการให้การอบรมเรื่องสิ่งแวดล้อมกับนักการตลาดของบริษัท 1,200 คนแบบจริงจัง) พร้อมๆ กับเล่าเรื่องนี้และชวนทุกคนในสังคมให้ตระหนึกถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างโลกที่ยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน

หนึ่งในวิธีการเล่าที่อาจจะใกล้ตัวทุกคนก็คือที่เทศกาลแสงไฟ Awakening Bangkok 2022: Endless Tomorrow ที่ดิอาจิโอ หยิบเอา Johnnie Walker มาเป็นตัวแทนเล่าเรื่องความยั่งยืน ‘sustainability’ (และความหลากหลาย ‘diversity’) ผ่านดิจิทัลอาร์ตและศิลปกรรมไฟ ที่ออกแบบร่วมกับศิลปินรุ่นใหม่ และจัดแสดงภายในงาน
ถ้าหลายคนจำบาร์ในบ้านเหลืองกันได้ บาร์นั้นเป็นครั้งแรกที่ดิอาจิโอและ Awakening Bangkok จับมือกับสร้างบาร์จากวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้เกือบทั้งหมด รวมถึงเครื่องดื่มที่ออกแบบโดย Wasteland นั้นก็ได้แรงบันดาลใจมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศด้วยเช่นกัน

หรือจะเป็นการเปิดตัว Johnnie Walker AIR-INK Limited Edition ที่ร่วมมือกับศิลปิน Gongkan สร้างสรรค์ลายพิเศษที่พิมพ์จากหมีก AIR-INK หมึกชนิดพิเศษที่สกัดจากมลภาวะในอากาศ โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในเพียง 6 ประเทศทั่วโลกที่มี Johnnie Walker เอดิชันพิเศษนี้
Trees for tomorrow
นอกจากจากจะตั้งเป้าลดมลภาวะและลดขยะ ดิอาจิโอ จะเดินหน้าเพิ่มโอโซนและลดคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการจับมือกับ EcoMatcher ปลูกป่า (มีชื่อน่ารักๆ ว่า Keep Walking Forest) ร่วมกับชุมชนในประเทศไทยซึ่งการร่วมมือกับชุมชนนี้มีข้อดีคือช่วยกระจายรายได้ และมั่นใจว่าเราไม่ปลูกทิ้งขว้างแต่จะมี “เจ้าบ้าน” หรือคนในชุมชนคอยช่วยดูแลต้นไม้ที่บ้านของพวกเขาให้ด้วย มากไปกว่านั้นผู้คนในชุมชนยังสามารถใช้ประโยชน์จากต้นไม้เหล่านี้ได้ด้วย
ความพิเศษอีกอย่าง คือ EcoMatcher จะมีระบบดาวเทียมดิจิทัลที่ให้เราสามารถติดตามการปลูกป่านี้ไปได้ด้วย โดยมีการตั้งเป้าว่าการปลูกป่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 2.5 ล้านกิโลกรัมใน 10 ปี และช่วยเป็นส่วนหนึ่งของการคงความหลากหลายของธรรมชาติได้
สามารถแวะดู Keep Walking Forest ได้ที่นี่ https://www.ecomatcher.com/keepwalkingforest/
#ก้าวต่อไปไร้กล่อง #KeepWalking #JohnnieWalker